ยาสตรีแพนเค้กตราโหรทศพรโอสถ

 

ยาสตรีแพนเค้กตราโหรทศพรโอสถ

ยาสตรีแพนเค้ก

 

ยาสตรี ชนิดเม็ด ตราโหรทศพรโอสถ ราคาถูก 200 บาท
ผลิตภัณฑ์เติมเต็มความมั่นใจ “เพื่อคุณผู้หญิงโดยเฉพาะ”
สรรพคุณ… แก้ปวดประจำเดือน มดลูกหย่อน ปวดน่วง เสียวท้องน้อย ผู้หญิงที่มีบุตรยาก กระชับช่องคลอดแทนการทำรีแพร นํ้าหล่อเลื่นแห้ง ดับกลิ่นถภายในช่องคลอด เป็นซีสท์ ขับนํ้าคาวปลาแทนการอยู่ไฟหลังคลอด ช่วยให้มดลูกเข้าอู่ ลดอาการเส้นเลือดขอด ลดอาการวัยทอง เช่น หงุดหงิดง่าย นอนไม่หลับ ช่วยสร้างฮอร์โมนเพศหญิงทดแทน ช่วยให้ผิวพรรณเนียน ผิวกระจ่างใส สีผิวไม่สมํ่าเสมอ ลดริ้วรอย ลบเลือนฝ้า กระ ช่ายเพิ่มเสน่ห์แบบสาวแรกรุ่น และยังช่วยในส่วนของการเสริมสร้างกระดูก ป้องกันกระดูกผุ กระดูกเปาะ กระดูกพรุน กระดูกบาง
เลขทะเบียนยาที่ G153/56 บรรจุ : อยู่ในแผงบริสเตอร์แพค แผงละ 6 แคปซูลๆ ละ 600 มิลลิกรัม (บรรจุผงยา 500 มิลลิกรัม) วิธีใช้ : รับประทานครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 2 ครั้งก่อนอาหาร เช้า-เย็น พร้อมน้ำอุ่น

ยาสตรี
ส่วนประกอบที่สำคัญ
ว่านชักมดลูก สรรพคุณ ใช้เป็นยาบีบมดลูก ทำให้มดลูกเข้าอู่เร็ว ประจำเดือนมาปกติ รักษาอาการกาหารไม่ย่อย
ว่านมหาเมฆ สรรพคุณ ช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็ว
ตังกุย สรรพคุณ บำรุงโลหิต ขยายหลอดเลือด ป้องกันเลือดจับตัวเป็นก้อน แก้อาการอ่อนหล้า
ฝางสน สรรพคุณ ขับเสมหะ บำรุงโลหิต แก้ระดูขาว
โกฐหัวบัว สรรพคุณ แก้ลมในกองริดสีดวง กระจายลมทั้งปวง แก้ลมในใส้
โกฐเชียง สรรพคุณ แก้ไข้ แก้สะอึก แก้ไอ แก้เสียดแทงสองราวข้าง
คำฝอย สรรพคุณ บำรุงเลือด บำรุงนํ้าเหลือง แก้แสบร้อนตามผิว
ไพลแห้ง สรรพคุณ แก้ฟกชํ้า บวม เคล็ดขัดยอก ขับลม ช่วยขับระดูประจำเดือนสตรี
พริกไทยดำสรรพคุณ ขับไขมันส่วนเกิน ใขมันในเส้นเลือด ช่วยกระบวนการสร้างเม็ดเลือดขาว
เทียนดำสรรพคุณ ขับเสมหะ ขับลมในลำใส้ แก้อาเจียน บำรุงโลหิต
เจดมูลเพลิงแดง สรรพคุณ บำรุงธาตุไฟ ช่วยในการย่อยอาหาร ทำให้ร่างกายอบอุ่น
แกแล สรรพคุณ บำรุงโลหิต ขับนํ้าเหลืองเสีย ขับเหงื่อ เป็นยาระบาย ขับเสมหะ รักาาโรคผิวหนัง
ว่านนํ้า สรรพคุณ แก้ปวดท้อง ใช้เป็นยาขับลม เป็นยาหอม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้โรคผิวหนัง ผิวมะกรูด ขับลมในลำใส้ขับระดู

 

 

ยาสตรี
**สาเหตุที่ทำให้มดลูกผิดปกติ**
1. เป็นคนขี้กลัว ตกใจง่าย และมีความเครียดสะสม
2. เคยผ่าตัดคลอด ผ่าตัดทำหมัน หรือแท้งลูก ทางกายภาพถือว่า มดลุกเข้าอู่ยากมากเนื่องจากเส้นประสาทได้ถูกตัดไป
3. เป็นคนที่คลอดบุตเอง แต่ไม่ได้อยู่ไฟ ทำไห้ของเสียตกค้างในมดลูก
4. ทานเมล็ดพืชต่างๆ มาก เช่น เมล็ดแตงโม เมล็ดทานตะวัน ฯ นํ้ามันของเมล็ดเหล่านี้จะส่งผลให้ร่างกายสั่งให้กล้ามเนื้อคลายตัว จึงเป็นผลให้มดลูกหย่อน หรือผิดปกติ
5. ชอบทานของหมักดอง เช่น มะม่วงดอง ฝรั่งดอง ปลาร้า ปูดอง เป็นต้น
6. ชอบทานนำมะพร้าว เพราะนํ้ามะพร้าวเป็นอาหารโปรดของเชื้อโรคและแบคทีเรียต่างๆ หากเรามีมดลูกผิดปกิก็จะทำให้เชื้อโรคในร่างการเติบโตได้เร็วและมากขึ้น
7. การไม่มีความสุขในเรื่องบนเตียง ซึ่งส่งผลให้เกิดความเครียดสะสม ซึ่งความเครียดสะสมก็จะส่งผลให้มดลูกผิดปกติ

ยาสตรี
มารู้จักสาเหตุต่างๆ ที่เกิดกับคุณผู้หญิงที่มีมดลูกผิดปกติ ในปัจจุบัน
1. หน้าท้องกลม คล้ายกับคนท้องอ่อนๆ เนื่องจากมดลุกหย่อนหรือขยายตัวออก
2. ปวดท้องประจำเดือน ประจำเดือนมีลักษณะสีคลํ้าๆ ออกมาเป็นลิ่มเลือด เนื่องจากมีสิ่งตกค้างในมดลูก
3. มีกลิ่นจากภายใน ล้างไม่หาย ติดเชื้อง่าย เพราะของเสียที่อยุ่ภายในเมื่อผ่านไป 2 ชั่วโมง ก็จะทำให้แบคทีเรียทำปฏิกิริยากับของเสียที่อยู่ภายใน ทำให้เกิดกลิ่นต่างๆ จากภายใน
4. มีระดูขาวหรือตกขาวตลอดทั้งเดือน ปกติผู้หญิงจะมีระดูขาวก่อนมีประจำเดือน 2-3 วัน ถ้ามีหลังหมดประจำเดือนถือว่าผิดปกติ
5. ช่องคลอดขยายตัวทำให้ไม่กระชับ หรือขาดความฟิต ซึ่งเป็นสาเหตุของครอบครัวแตกแยกในประเทศไทยกว่า 70 % เนื่องจากมดลูกต้องขยายตัวเพื่อขับของเสียที่ตกค้างภายใน จึงเป็นสาเหตุให้ช่องคลอดไม่ฟิต
6. มดลูกตํ่า ทำให้เวลามีเพศสัมพันธ์เจ็บ ซึ่งไม่ได้เจ็บจากการที่ไม่มีนํ้าหล่อลื่นแต่เจ็บเนื่องจากมดลูกอยู่ตํ่ากว่าปกติทำให้ได้รับการกระทบจากอวัยวะเพศของผู้ชายโดยตรง ทำให้เกิดการอักเสบของมดลูก มดลุกตํ่าสังเกตุได้จากหน้าท้องตรงส่วนใต้สะดือลงมาจะนูนคล้ายคนท้องอ่อน
7. ผู้ที่มีปัญหาเรื่องพังผืด เนื้องอก ช็อกโกแลตซีส ในมดลูก เกิดจากของเสียที่ตกค้างในมดลูกนานๆ เข้าก็กลายเป็นพังผืด เนื้องอก ช็อกโกแลตซีสและอาจกลายเป็นมะเร็งได้ในอนาคต
8. มีลมเข้าออกช่องคลอด มีสาเหตุจากกล้ามเนื้อของมดลูกขยายตัวเพื่อขับของเสียออกจากมดลูก ชึ่งทำให้ช่องคลอดขยายตัวเกิดช่องว่างมากกว่าปกติเวลามีเพศสัมพันธ์ ทำให้มีลมเข้า-ออก ช่องคลอด
9. กล้าเนื้อหย่อนทั้งระบบ เช่น หน้าอก ถุงใต้ตาห้อย แก้มตก ร่องแก้มหรือคางย้อย ต้นแขน ต้นขา ฯลฯ เพราะการมีของเสียตกค้างในร่างกายสมองส่วนกลางจะสั่งให้กล้ามเนื้อทุกส่วนคลายตัวเพื่อขับของเสียออกจากร่างกาย
10. หูรูดหย่อน กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ถ้าเป็นอาการนี้ถือว่ามดลูกผิดปกติมากแล้ว อนาคตมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งสูงและอาจต้องตัดมดลูกทิ้งได้
12
ยาสตรี
11. กลั้นปัสสาวะไม่ได้ เบ่งก็ไม่ออก เนื่องจากมดลุกมากดทับ ท่อปัสสาวะ ทำไห้พื้นที่ของกระเพาะปัสสาวะลดลง จึงทำให้ปวดและปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ
12. ติดลูกยาก เนื่องจากในมดลูกมีของเสียสะสมอยู่มก จึงมีการบิดตัวตลอดเวลา เมื่อตั้งทองจึงมีโอกาศแท้งสูง
13. ประจำเดือนมาไม่ปกติ บางที่มาไม่ตรงวัน มาน้อยบ้าง มากบ้าง ไม่ปกติ เพราะฮอร์โมนไม่ปกติ
14. ผิวสาก ไม่แวว ไม่สดใส ไม่เปล่งปลั่ง ไม่มีนํ้ามีนวล หมองลํ้า ฯลฯ
15. ไม่มีสาปสาว หรือฟีโรโมน สารธรรมชาติที่หลั่งงออกมาเพื่อดึงดูดเพศตรงข้ามนั้นเอง

วิธีรับประทาน รับประทานครั้งล่ะ 1 แคปซูล วันล่ะ 2 ครั้ง ก่อนอาหาร เช้า-เย็น

**คำเตือน**

1.เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน รวมทั้งสตรีที่ยังไม่มีประจำเดือน (เป็นอาหารเสริม ไม่มีสรรพคุณรักษาโรค)

2.ระวังของปลอม หรือทำซ้ำ อันตรายถึงชีวิต

 

ยาสตรีแพนเค้ก

 

โปรโมชั่นยาสตรีแพนเค้ก ตราโหรทศพรโอสถ

1 กล่อง 400 บาท ลดพิเศษเหลือ 220 บาท

6 กล่อง จากราคา 2,400 บาท ลดพิเศษเหลือ 1,200 บาท

สั่งซื้อยาสตรีแพนเค้กตราโหรทศพรโอสถ

โทร.084-7136664   Line id : herbal-center

มีบริการส่งด่วน เขตกรุงเทพ  ต่างจังหวัดส่งแบบ EMS

 

เอสโตรเจนกับผู้หญิง

เอสโตรเจนกับผู้หญิง

แฟลก ลิกแนน ( Flax Lignans ) เอสโตรเจนทดแทนจากพืช

เคยสังเกตกันบ้างไหมว่า ผู้หญิงบางคนทำไมมีรูปร่างกลมกลึง สัดส่วนสวยงาม ส่วนเว้าส่วนโค้งได้รูป ในขณะที่บางคนกลับรูปร่างตรงกันข้าม ทั้งๆที่เป็นผู้หญิงเหมือนกัน

คำตอบอยู่ที่ฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายนั่นเอง
เพราะด้วยหน้าที่ของฮอร์โมนเอสโตรที่ผลิตจากรังไข่ มีผลต่ออวัยวะหลายส่วนเป็นฮอร์โมนที่หากมีระดับที่เหมาะสมในร่างกาย จะส่งเสริมให้ผู้หญิงมีลักษณะเด่นชัด ของความเป็นหญิงอย่างสมบูรณ์
นอกจากนี้แล้วฮอร์โมนเอสโตรเจนยังมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นระบบรอบเดือน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการตั้งครรค์ ส่วนใหญ่แล้วฮอร์โมนเอสโตรเจนในผู้หญิงแต่ละคน จะผลิตไม่เท่ากันเช่นในรายที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนมากเกินไป จะพบว่าจะมีโอกาสอ้วนง่าย รูปร่างไม่สมส่วนอันเนื่องมาจากการสร้างและสะสมของไขมันมากเกินไป อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่ายและมีความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งได้หลายชนิด
ส่วนในรายที่มีการผลิตเอสโตรเจนน้อยเกินไป ร่างกายจะผอมเกร็ง ไม่มีทรวดทรง รอบเดือนไม่ปกติ ผิวพรรณเหี่ยวย่น และเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้มาก จะเห็นได้ว่าฮอร์โมนเอสโตรเจน มีบทบาทสำคัญในการกำหนด คุณลักษณะของความเป็นหญิงและการมีสุขภาพที่ดี ดังนั้นการมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนอยู่ในระดับปกติ ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วร่างกายของผู้หญิงเรามีลักษณะของฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ ไม่สม่ำเสมอ ขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา

การสร้างความสมดุลของฮอร์โมนเอสโตรเจนจึงเป็นสิ่งจำเป็น ทางเลือกหนึ่งของผู้หญิงเราคือ การเลือกใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนในรูปแบบอื่นเสริมทดแทนในส่วนที่ขาด หรือมากเกินไปที่จริงแล้วการใช้ฮอร์โมนทดแทนมีมานานแล้วในวงการแพทย์ มักใช้ในผู้หญิงวัยทองที่รังไข่ไม่สามารถผลิตฮอร์โมนชนิดนี้ได้แล้ว แต่ในปัจจุบันเราพบว่า นอกจากในผู้หญิงวัยทองแล้ว ในผู้หญิงวัยอื่นๆก็จำเป็นเช่นกัน จึงมีการสังเคราะห์ฮอร์โมนเอสโตรเจนจากพืชขึ้นมา พืชที่มักมีการนำมาสังเคราะห์ฮอร์โมนเอสโตรเจน มีหลายชนิดเช่น ถั่วเหลือง ( Soy Bean ), ตังกุย ( Dong Quai ) , อัลฟัลล่า ( Alfalfa ) และพืชอีกชนิดหนึ่งที่เพิ่งถูกค้นพบและได้รับความสนใจอยู่ในขณะนี้ก็คือ เมล็ดแฟลก ซึ่งเป็นเมล็ดของ ต้นไม้ชนิดหนึ่งที่ขึ้นอยู่ในประเทศแถบยุโรป และเมล็ดของต้นแฟลกนี้เอง ที่ภายในของมันจะมีสารที่ชื่อว่า “ ลิกแนน Lignans ” ซึ่งมีปริมาณของเอสโตรเจนสูงกว่า ที่มีอยู่ในถั่วเหลืองมาก เมล็ดแฟลกจึงถูกนำมาสังเคราะห์และผ่านกระบวนการทางห้องปฎิบัติการร่วมกับพืช อีก 2 ชนิดคือโสมแดงและตังกุย เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ฮอร์โมนเอสโตรเจน จากพืช ภายใต้ชื่อการค้าว่า “ แฟลก ลิกแนน ( Flax Ligans ) ” ซึ่งประกอบด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ 3 ชนิด คือ
โสมแดงสกัดเข้มข้น ซึ่งโสมแดงนี้เกิดจากโสมขาวที่แก่จัดทำให้มีคุณค่าสมบูรณ์เต็มที่ นำมาผ่านการอบด้วยไอน้ำที่อุณหภูมิ 130 องศาเซลเซียล นาน 4 ชม. ทำให้มีสารสำคัญเพิ่มอีก 4 ชนิด มีส่วนสำคัญในการช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระเสริมสร้างประสิทธิภาพของร่างกาย ทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของปอด กล้ามเนื้อหัวใจ
ตังกุยสกัดเข้มข้น ซึ่งตังกุยเป็นสมุนไพรจีนที่นิยมใช้ในสตรีมานานหลายพันปีแล้ว ช่วยปรับความสมดุลของฮอร์โมนบรรเทาอาการวัยทอง ปรับประจำเดือนให้มาปกติ บำรุงเลือด ช่วยทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ต้านอนุมูลอิสระและป้องกันมะเร็งในสตรี เอสโตรเจนจากพืช ( Ligans ) เอสโตรเจนที่ได้จากแฟลก ลิกแนนนี้จะออกฤทธิ์อย่างอ่อนๆ มีหน้าที่ไปแย่งจับฮอร์โมนเอสโตรเจนตามอวัยวะต่างๆ มีผลให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติของร่างกายเราออกฤทธิ์ได้น้อยลงทำให้เกิดความสมดุลของฮอร์โมนน ี้ในร่างกายมีผลอย่างมากต่อสุขภาพและความงามของผู้หญิง ซึ่งก็หมายความว่าในภาวะที่ร่างกายมีเอสโตรเจนสูง แฟลก ลิกแนนจะช่วยลดฤทธิ์ของเอสโตรเจน แต่เมื่อร่างกายอยู่ในสภาวะเอสโตรเจนต่ำ แฟลก ลิกแนนจะช่วยเพิ่มฤทธิ์ของเอสโตรเจนเป็นผลให้เกิดความสมดุลของเอสโตรเจนในร่างกายอยู่เสมอ

ผลของเอสโตรเจนต่อร่างกาย

เอสโตรเจนเป็นฮอร์โมนเพศหญิงที่สร้างจากรังไข่กระจายไปตามกระแสเลือดและทำให้เกิดผลกับอวัยวะที่สำคัญได้แก่  สมอง หลอดเลือด อวัยวะเพศ ระบบทางเดินอาหาร ถุงน้ำดี ผิวหนัง กระดูกและเต้านม ระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจนขึ้นลงตามรอบของประจำเดือน

ฮอร์โมนโปรเจสเตอร์โรนก็ฮอร์โมนเพศหญิงอีกชนิดหนึ่ง มันมีหน้าที่เตรียมมดลูกเพื่อการฝังตัวของทารก ระดับฮอร์โมนนี้จะสูงก่อนมีประจำเดือน เมื่อไม่มีการปฏิสนธิ ฮอร์โมนนี้จะลดลงอย่างรวดเร็วทำให้เกิดการขับของเยื่อบุมดลูกเกิดประจำเดือนออกมา

เมื่อเข้าสู่วัยทอง

เมื่อเข้าสู่วัยทองการผลิตฮอร์โมนทั้งสองจะมีปริมาณลดลง ในช่วงแรกที่เรียกว่า premenopusal ระดับฮอร์โมนยังไม่หยุดผลิตแต่อาจจะผลิตมากไป หรือน้อยเกินไป หรือมาไม่สม่ำเสมอ ทำให้เราเกิดอาการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจ แต่เมื่อเข้าสู่วัยทองการผลิตฮอร์โมนจะลดลงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่อวัยวะดังนี้

ระบบสืบพันธ์ซึ่งรวมอวัยวะเพศ ทางเดินปัสสาวะ เนื้อเยื่อจะฝ่อทำให้เกิดอาการช่องคลอดแห้ง คันช่องคลอด เจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์ ปัสสาวะบ่อย กลั้นปัสสาวะไม่ได้
ผิวหนัง เลือดที่ไปเลี้ยงผิวหนังมีปริมาณมากขึ้นทำให้เกิดอาการร้อนตามตัว
สมอง การที่ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงทำให้เกิดอาการซึมเสร้า อารมณ์แปรปรวน รู้สึกไม่สบายตามตัว
กระดูก การขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนทำให้เนื้อกระดูกโปร่งบาง กระดูกหักง่าย ผู้ป่วยจะมีน้ำหนักน้อยลง เตี้ยเนื่องจากหลังค่อม ปวดกระดูกส่วนที่โปร่งบาง
หัวใจ การฮอร์โมนจะทำให้เกิดโรคหัวใจเพิ่มขึ้น

ยาสตรีตราโหรทศพรโอสถ ช่วยคุณผู้หญิงให้สวยและสุขภาพดีทุกคนได้ค่ะ โทร.084-7136664

อาการปวดประจำเดือน ตกขาว มดลูกหย่อน ช็อกโกแลตซีสต์ ช่องคลอดแห้ง ผู้หญิงวัยทอง

อาการปวดประจำเดือน

ปวดประจำเดือน หมายถึง อาการปวดท้องน้อยขณะมีประจำเดือน ซึ่งมักจะเป็นประจำอยู่ทุกเดือน ส่วนใหญ่จะปวดไม่มากและสามารถทำงานได้ตามปกติ ส่วนน้อยที่อาการรุนแรงจนต้องพักงาน ในรายที่ปวดรุนแรงขึ้นทุกเดือน หรือเริ่มปวดครั้งแรกหลังอายุ 35 ปี ก็อาจมีความผิดปกติของมดลูกหรือรังไข่ ซึ่งจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ

สาเหตุ

ปวดประจำเดือนแบ่งได้เป็น 2 ชนิด ได้แก่

 1.ปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิ (primary dysmenorrhea) จะพบในเด็กสาว ส่วนมากจะมีอาการตั้งแต่มีประจำเดือนครั้งแรก หรือไม่ก็เกิดขึ้นภายใน 3 ปี หลังมีประจำเดือนครั้งแรก จะมีอาการมากที่สุดในช่วงอายุ 15-25 ปี หลังจากวัยนี้อาการจะค่อย ๆ ลดลงบางรายอาจหายปวดหลังแต่งงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังมีบุตรแล้ว ส่วนน้อยที่ยังมีอาการตลอดไปจนถึงวัยหมดประจำเดือน

ผู้ป่วยจะไม่พบว่ามีความผิดปกติของมดลูกและรังไข่แต่อย่างใด ปัจจุบันเชื่อว่า มีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนระหว่างมีประจำเดือน และมีการหลั่งสารพรอสตาแกลนดิน (prostaglandins) ออกมามากผิดปกติซึ่งกระตุ้นให้มดลูกมีการบิดเกร็งตัว เกิดอาการปวดประจำเดือน

 2.ปวดประจำเดือนชนิดทุติยภูมิ (Secondary dysmenorrhea) มักจะมีอาการปวดครั้งแรก เมื่ออายุมากกว่า 25 ปีขึ้นไป โดยก่อนหน้านี้จะไม่เคยมีอาการปวดประจำเดือนมาก่อน

มักตรวจพบว่าผู้ป่วยมีความผิดปกติของมดลูกหรือรังไข่ เช่น เยื่อบุมดลูกต่างที่ (endometriosis) ซึ่งมักทำให้มีบุตรยาก เนื้องอกมดลูก ปีกมดลูกอักเสบเรื้อรังมดลูกย้อยไปทางด้านหลังมาก

เชื่อว่าอารมณ์มีส่วนเสริมความรุนแรงของอาการปวดประจำเดือนทั้ง 2 ชนิด เช่น พบว่าผู้มีอารมณ์อ่อนไหวง่าย หรือมีความเครียดจะมีอาการปวดรุนแรงมากกว่าผู้ที่มีอารมณ์ดี

อาการ

 จะเริ่มมีอาการก่อนมีประจำเดือนไม่กี่ชั่วโมง และเป็นอยู่ตลอดช่วง 2-3 วันแรกของประจำเดือน โดยมีอาการปวดบิดเป็นพัก ๆ ที่บริเวณท้องน้อย บางรายอาจมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน ใจคอ หงุดหงิดร่วมด้วย

 ถ้าปวดรุนแรงอาจมีอาการเหงื่อออก ตัวเย็น มือ เท้าเย็นได้

การแยกโรค

ผู้หญิงที่มีอาการปวดท้องน้อย อาจเกิดจากสาเหตุอื่นที่บังเอิญมาเกิดอาการช่วงมีประจำเดือนก็ได้ เช่น

 ไส้ติ่งอักเสบ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตรงบริเวณท้องน้อยข้างขวา ติดต่อกันนานกว่า 6 ชั่วโมง มักมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย เดินกระเทือนถูกหรือกดถูกบริเวณนั้นจะมีอาการเจ็บปวด (ซึ่งอาการนี้ จะไม่พบในอาการปวดประจำเดือน)

 ปีกมดลูกอักเสบ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดและกดเจ็บตรงบริเวณท้องน้อย ร่วมกับมีอาการไข้สูง อาจมีอาการตกขาวร่วมด้วย (อาการปวดประจำเดือน จะไม่มีไข้)

 นิ่วท่อไต ผู้ป่วยจะมีอาการปวดบิดเกร็งตรงบริเวณท้องน้อยข้างใดข้างหนึ่ง และมักมีอาการปวดร้าวลงมาที่ช่องคลอดข้างเดียวกัน (ไม่มีไข้ และกดถูกไม่เจ็บแบบเดียวกับอาการปวดประจำเดือน)

ผู้ที่เคยมีอาการปวดประจำเดือนมาก่อน หากมีอาการปวดท้องน้อยที่มีลักษณะที่ไม่เหมือนที่เคยเป็น เช่น ปวดรุนแรงหรือติดต่อกันนานกว่าปกติ กดถูกหรือกระเทือนถูกรู้สึกเจ็บ มีไข้ขึ้นหรือมีอาการตกขาวร่วมด้วย ก็ควรปรึกษาแพทย์เพราะอาจเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ก็ได้

การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการปวดท้องน้อยขณะมีประจำเดือน ซึ่งเป็นอยู่ประจำทุกเดือน โดยไม่มีไข้ กดถูกไม่เจ็บ

ในกรณีที่สงสัยว่า เป็นปวดประจำเดือนชนิดทุติยภูมิ หรือเกิดจากสาเหตุอื่น แพทย์อาจทำการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น เอกซเรย์ อัลตราซาวนต์ ใช้กล้องส่องตรวจช่องท้อง เป็นต้น

การดูแลตนเอง

 1.นอนพัก ใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบ

 2.กินยาแก้ปวด-พาราเซตามอล หรือยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สตีรอยด์ (เช่น ไอบูโพรเฟน) ครั้งละ 1 เม็ด ซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง

 3.ควรปรึกษาแพทย์ ถ้าปวดรุนแรง หรือกินยาแก้ปวดไม่ทุเลา หรือกดถูกเจ็บ มีไข้ ตกขาว มีประจำเดือนออกมากกว่าปกติ หรือหลังแต่งงานแล้วยังมีอาการปวดประจำเดือนและมีบุตรยาก หรือสงสัยว่าเกิดจากสาเหตุอื่น

การรักษา

 กรณีที่เป็นปวดประจำเดือนปฐมภูมิ แพทย์จะให้ยาบรรเทาปวด ถ้ามีอาการปวดบิดเกร็งมาก แพทย์อาจให้ยาต้านการบิดเกร็ง (แอนติสปาสโมติก) เช่น ไฮออสซีน (hyoscine)

 รายที่ปวดประจำเดือนรุนแรงเป็นประจำ หากตรวจแล้วไม่พบสิ่งผิดปกติ (ไม่ใช่ปวดประจำเดือนชนิดทุติยภูมิ) แพทย์อาจให้ผู้ป่วยกินยาเม็ดคุมกำเนิด (กินแบบเดียวกับการใช้คุมกำเนิด คือวันละ 1 เม็ดทุกคืน เพื่อไม่ให้มีการตกไข่ จะช่วยไม่ให้ปวดได้ระยะหนึ่ง อาจให้ติดต่อกันนาน 3-4 เดือน แล้วลองหยุดยา ถ้าหากมีอาการกำเริบใหม่ ก็ควรให้กินต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง จนกว่าเมื่อหยุดยาแล้ว อาการปวดประจำเดือนทุเลาไป

 ในรายที่ตรวจพบมีสาเหตุผิดปกติ (เป็นปวดประจำเดือนชนิดทุติยภูมิ) แพทย์ก็จะให้การรักษาตามสาเหตุที่พบ เช่น ผ่าตัดเนื้องอกมดลูก

ภาวะแทรกซ้อน

 ส่วนใหญ่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน

 ส่วนในรายที่เกิดจากเยื่อบุมดลูกต่างที่อาจทำให้มีบุตรยาก หรือในรายที่เกิดจากเนื้องอกมดลูกอาจทำให้ตกเลือดมากจนเกิดภาวะซีด หรือก้อนโตมากอาจกดทางเดินปัสสาวะ ทำให้เกิดการติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะได้

การดำเนินโรค

 ในรายที่เป็นปวดประจำเดือนชนิดปฐมภูมิ มักจะทุเลาเมื่ออายุมากกว่า 25 ปี หรือหลังแต่งงานหรือมีบุตรแล้ว

 ในรายที่เป็นปวดประจำเดือนทุติยภูมิ ถ้าไม่ได้รับการรักษา อาการปวดมักจะเป็นรุนแรงขึ้นทุกเดือน และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ ถ้าได้รับการรักษาอาการปวดประจำเดือนก็จะหายไปได้

ความชุก

พบได้ประมาณร้อยละ 70 ของผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์

 

 

 

ตกขาวมีกลิ่น กลิ่นเหม็น กลิ่นคาว ตกขาวมีอาการคัน ควรทำอย่างไรดี?

ทุกคนย่อมมีความลับหรือเรื่องราวที่ปกปิดไม่อยากให้คนอื่นรับรู้ โดยเฉพาะคุณผู้หญิงที่รักสวยรักงาม ถ้าวันหนึ่งเกิดมีปัญหาสุขภาพ ส่งผลกระทบต่อบุคลิกภาพทำลายความเชื่อมั่นอย่างจัง ก็อาจกลายเป็นคนอมทุกข์หรือเก็บตัวอยู่คนเดียว แบบนี้ย่อมไม่ดีแน่ต้องหาทางแก้ด่วน ซึ่ง 4 สุดยอดเรื่องน่าอายในใจหญิงที่เรารวบรวมมา ได้แก่ การกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ตกขาวมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ กลิ่นตัวและเหงื่อรักแร้ออกมากเกิน และสุดท้ายการผายลมและเรอบ่อย

ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ หรือช้ำรั่ว (Overactive Bladder หรือ OAB)

มักเกิดจากการที่กระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาไอ จาม หัวเราะหรือยกของหนัก ทำให้ปัสสาวะเล็ดหรือซึมออกมาเปรอะเปื้อนกางกางชั้นใน พาลให้ไม่กล้าออกไปท่องเที่ยวหรือทำธุระนอกบ้าน อาการนี้เป็นได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย แต่ผู้หญิงมักเป็นมากถึง 75% ในช่วงอายุหลังวัยหมดประจำเดือน เนื่องมาจากความเสื่อมของระบบควบคุมการขับถ่ายของกระเพาะปัสสาวะ กล้ามเนื้อหูรูด ท่อปัสสาวะและกล้ามเนื้อช่องเชิงกราน หรือกระบังลมทำงานไม่สัมพันธ์กันเหมือนเดิม นอกจากนี้ อาการช้ำรั่วสามารถเกิดได้กับผู้หญิงหลังคลอดบุตร มีน้ำหนักเกิน ไอเรื้อรัง และโรคเบาหวาน วิธีรับมือกับเรื่องลับๆ ของคุณนี้มีทั้งแบบง่าย คือ การออกกำลังกายกระชับกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานให้แข็งแรงขึ้น ด้วยการฝึกขมิบกล้ามเนื้อรอบๆ ช่องคลอด เหมือนกับการกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ให้ไหล ให้ขมิบนานครั้งละ 10 วินาที และคลายออก ทำเป็นพักๆ ประมาณ 50-60 ครั้ง วันละ 3-4 ครั้ง หรือวิธีที่ยากหน่อยคือ การผ่าตัดทำรีแพร์ช่องคลอด (A-P repair) การผ่าตัดรั้งท่อปัสสาวะทางหน้าท้อง ผ่าตัดโดยใช้สายเทปคล้องท่อปัสสาวะ ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและคำวินิจฉัยของแพทย์

ส่วนวิธีป้องกันเบื้องต้นของอาการปัสสาวะเล็ดก็คือ การหลีกเลี่ยงดื่มเครื่องดื่มประเภทชา กาแฟ และแอลกอฮอล์ ที่จะทำให้ปัสสาวะบ่อยมากขึ้น แต่อย่ากลัวปัสสาวะจนไม่กล้าดื่มน้ำ เพราะนั่นจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ ส่งผลให้ระบบขับถ่ายยิ่งแย่เข้าไปอีก คุณควรพยายามดื่มน้ำสะอาดให้ได้วันละ 6-8 แก้ว แต่อาจหลีกเลี่ยงการดื่มช่วงก่อนเข้านอน เพื่อจะไม่ต้องตื่นมาทำธุระกลางดึกรบกวนการนอน

ตกขาวมีกลิ่นไม่พึงประสงค์

ข้อแม้ของความลับกรณีนี้คือ คุณจำเป็นต้องบอกให้สูติ-นรีแพทย์ทราบ อย่าเก็บเป็นเรื่องน่าอายของตนเอง มิฉะนั้นอาจส่งผลต่อสุขภาพภายในให้รุนแรงหรือเป็นมากขึ้น ภาวะตกขาวที่มีกลิ่นไม่พึงประสงค์อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น

จากเชื้อรา (Yeast, candida, fungus) จากตกขาวที่ปกติจะมีลักษณะเป็นมูกใสๆ ไหลออกมาจากช่องคลอด กลับกลายเป็นสีเหลืองหรือสีเขียว ทำให้มีกลิ่นไม่ค่อยดี อาจมีอาการคันและแสบที่ปากช่องคลอด ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจาก

-  สวมกางเกงในที่ไม่ระบายอากาศ การใส่กางเกงแฟชั่นรัดติ้ว หรือผ้าเนื้อหนาไป ทำให้เหงื่อระเหยช้า เกิดกลิ่นอับ

- การรักสะอาดมากไป การใช้สบู่ที่เป็นด่างมากๆ ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น จะทำให้สภาพปากช่องคลอดมีความเป็นกรดตามธรรมชาติลดลง ทำให้เกิดอาการคันระคายเคืองและเกิดเชื้อราได้ง่าย

- เกิดจากการลืมเปลี่ยนแผ่นอนามัยทุก 2-3 ชั่วโมง ทำให้เกิดภาวะอับชื้นเอื้อให้เชื้อโรคเติบโตได้ดี

- รับประทานยาฆ่าเชื้อโดยไม่จำเป็น เช่น เมื่อเป็นหวัดและรับประทานยาฆ่าเชื้อไวรัส มักจะส่งผลให้เชื้อโรคปกติที่อาศัยอยู่ใน
ช่องคลอดตายไปด้วย ทำให้ไม่มีปราการป้องกันตามธรรมชาติ สามารถติดเชื้อราได้ง่าย

 นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น โรคหนองใน แผลริมอ่อน แบคทีเรียทริโคโมนาส (Trichomonas) ที่เป็นสาเหตุทำให้ตกขาวมีกลิ่นเหม็น การติดเชื้อไวรัส หูด หงอนไก่ เริม มะเร็งปากมดลูก ฯลฯ ซึ่งอย่าเพิ่งตกอกตกใจคิดไปว่าตนเองจะเป็นได้มากขนาดนี้เชียวหรือ เพราะวิธีเดียวที่จะฟันธงว่า ปัญหาน่าอายนี้เกิดจากอะไรนั้นคือ การไปพบสูติ-นรีแพทย์ เพื่อตรวจภายในและนำตกขาวไปทดสอบ

กลิ่นตัวและเหงื่อรักแร้ออกมากเกิน

เป็นเรื่องหนึ่งที่คุณผู้หญิงกังวลมากที่สุด เพราะถ้ามีแล้วจะรู้สึกว่าตัวเองไม่รักษาความสะอาด ซึ่งต้องเข้าใจก่อนว่า การที่มีกลิ่นตัวหรือเหงื่อออกบริเวณรักแร้ ไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือผิดปกติ แต่เป็นเรื่องธรรมชาติของร่างกาย ที่ต่อมเหงื่ออะโปรลีนบริเวณรักแร้ขับเหงื่อออกมา เพื่อปรับอุณหภูมิร่างกายให้เหมาะสม เดิมทีเหงื่อที่ขับออกมาจะไม่มีกลิ่นเหม็น แต่เป็นเพราะเจ้าแบคทีเรียที่อยู่ตามที่อับชื้นอาศัยคราบเหงื่อเป็นอาหาร กลายเป็นกลิ่นตัวในที่สุด ปัญหานี้กลุ่มวัยรุ่นจะประสบมากหน่อย อันเนื่องมาจากฮอร์โมนที่ปรับเปลี่ยนตามธรรมชาติ ถ้าผ่านช่วงนี้ไปปัญหาเรื่องกลิ่นตัวก็จะลดลงไปเอง ข้อแนะนำเบื้องต้นในการลดกลิ่นตัวก็คือ

ตกขาวมีกลิ่นเสี่ยง “เชื้อราในช่องคลอด” ควรทำอย่างไรดี? ตกขาว มีกลิ่น ช่องคลอดไม่กระชับ

นี้ เป็นปัญหาเรื้อรังมานานหลายปีที่เกิดขึ้จริงกับดิฉัน ที่เป็นๆ หายๆ สร้างความรำคาญมาจนสุดท้ายต้องทะเลาะกับแฟนเพราะไม่เข้าใจกัน ต่างคนก็คิดว่า อีกคนไปทำอะไรมา ถึงเกิดปัญหานี้ขึ้นแต่ ต่างฝ่ายก็ไม่กล้าที่จะถามถึงสิ่งที่มันคาใจเพราะเราก็มีความรักให้กัน และอยู่ด้วยกันทุกวันแล้ว ตกขาวมีกลิ่น มันมาได้ยังไง?
เชื้อ ราในช่องคลอด ไม่ใช่โรคร้ายแรง เพียงแต่ทำให้มีอาการคัน ทำให้รำคาญและทำลายบุคลิกภาพเท่านั้น ไม่มีความรุนแรงจนทำให้เกิดการอักเสบหรือเป็นอันตรายต่อรังไข่ โพรงมดลูก หรืออุ้งเชิงกรานได้
เชื้อราในช่องคลอดเป็นอาการที่พบได้บ่อยๆ ในคนที่มาตรวจภายใน จะพบได้บ่อยในหญิงตั้งครรภ์ประมาณ 10-30% ส่วนผู้หญิงปกติพบได้ประมาณ 10% และยังพบว่าคนที่ไม่มีอาการใดๆ เมื่อตรวจภายในบางรายก็พบว่ามีเชื้อราในช่องคลอดแอบแฝงอยู่ มีทั้งเชื้อราที่ไม่แสดงอาการคือเมื่อตรวจจะพบว่าภายในช่องคลอดมีเชื้อรา ส่วนใหญ่ 80-90% เป็นสายพันธุ์ Candida Albicans และแบบที่แสดงอาการอย่างชัดเจน จนทำให้ต้องไปพบแพทย์ในที่สุด
อาการ ที่แสดงออก เมื่อเกิดเชื้อราในช่องคลอดขึ้น คือ ตกขาวมีกลิ่นและอาการคัน โดยตกขาวมีกลิ่นที่เกิดจากเชื้อราจะต่างจากตกขาวที่เกิดจากธรรมชาติ โดยจะมีสีขาวหรือเหลืองและเป็นก้อนคล้ายนมบูด หรือแป้ง โดยช่องคลอดจะเกิดการระคายเคืองจนทำให้คันยิบๆ จนแทบทนไม่ได้ คนที่มีอาการรุนแรงมากจะคันมาถึงบริเวณขาหนีบและมีอาการแสบ แดง และระคายเคืองอย่างรุนแรงได้
ข้อ ที่ผู้หญิงพึงต้องสังเกตอีกอย่างคือ อาการตกขาวมีกลิ่น หากเกิดขึ้นแบบผิดปกติ เช่น มีสีที่แปลกไป เหลือง เขียว เป็นฟอง หรือมีกลิ่นผิดปกติ หรือมีอาการอื่นร่วม เช่น มีเลือดออก มีอาการปวดท้องแบบผิดปกติควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของอาการ เพราะอาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรียหรือสาเหตุอื่นที่เป็นอันตรายต่อร่างกายได้
สาเหตุตกขาวมีกลิ่น อาจมาจากการติดเชื้อรา เกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งชุดชั้นในที่มีเชื้อรา เกิดจากการตากในที่อับชื้นหรือไม่โดนแสงแดด โดยเฉพาะผ้าไนลอนจะสามารถเกิดเชื้อราได้ง่าย ควรเลือกชุดชั้นในที่ทำจากผ้าฝ้ายเพราะระบายความอับชื้นได้ดีกว่า การใส่เสื้อผ้าที่รัดรูปมากๆ หรือการใส่สเตย์เพื่อกระชับรูปร่าง ทำให้เกิดความอับชื้นในจุดซ่อนเร้น โดยเฉพาะคนที่มีเหงื่อเยอะและผู้หญิงเจ้าเนื้อควรต้องระวังเป็นพิเศษ รวมทั้งการใส่แผ่นอนามัยโดยที่ไม่มีการเปลี่ยนระหว่างวันหรือใส่เป็นเวลานาน ในกรณีที่มีน้ำเมือกธรรมชาติเยอะ
อีก สาเหตุที่ทำให้เกิดเชื้อราในช่องคลอดควบคู่กับความอับชื้น คือ ภาวะร่างกายที่อ่อนแอ ภูมิต้านทานต่ำ เช่น กรณีเจ็บป่วย ทานยาปฏิชีวนะเป็นเวลานานๆ หรือทานยากดภูมิต้านทาน เช่น สเตียรอยด์ หรือกรณีมีโรคประจำตัว เช่น โรคไต หรือเบาหวาน ซึ่งควบคุมได้ไม่ดี เป็นต้น
เมื่อ เป็นเชื้อราในช่องคลอดแล้ว สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่มีบางส่วนประมาณ 5-8% กลับมาเป็นซ้ำได้อาจเพราะยังไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดความอับ ชื้น หรือมีภาวะที่ทำให้ร่างกายอ่อนแอ
ใน ช่วงฤดูฝนที่ยังไม่จางแบบนี้ โรคผิวหนังที่เกิดจากความอับชื้น เชื้อรา เป็นสิ่งที่พบบ่อย ไม่ว่าจะกลาก เกลื้อน เชื้อราในร่มผ้า แม้กระทั่งช่องคลอดอักเสบจากเชื้อรา เพราะฉะนั้นการดูแลความสะอาดและอนามัยส่วนบุคคลจึงจำเป็น ทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำทำความสะอาด ต้องเช็ดให้แห้ง ช่วงที่มีประจำเดือนควรหลีกเลี่ยงการแต่งตัวฟิต รัด กระชับ ควรแต่งตัวเน้นให้โปร่ง โล่ง สบาย เพื่อลดความอับชื้น อันจะนำไปสู่ปัญหาช่องคลอดอักเสบได้

 

เรื่องน่ารู้ของ… ผู้หญิงวัยทอง

         “ทอง”  แม้จะฟังดูดี  มีค่า  มีราคา  คนมั่งมีใคร่จะมีทอง  แต่เมื่อเอามาต่อท้ายคำว่า  “วัย”  ไม่ว่าจะคนมั่งมี  รวยจนก็ไม่ใครอยากจะได้ครอบครองนัก  “วัยทอง”  ไม่เพียงเป็นคำที่บ่งชี้ถึงอายุที่ล่วงเลยเลขหลัก 5 เท่านั้น  แต่ในช่วงการก้าวสู่วัยทองนั้นมีผลต่อสุขภาพร่างกาย  อารมณ์ของสตรีเพศด้วย  ดังที่มักจะได้ยินคำกล่าวว่า  “เจ้าอารมณ์เหมือนคนวัยทอง”

“วัยทอง”  หมายถึง  สตีที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน  บางคนก็เรียกว่า  “วัยหมดระดู”  เรื่องของการเข้าสู่วัยทอง  นับเป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของสตรีเพศ  เป็นไปตามวงจรของชีวิต  ซึ่งส่วนใหญ่ก็ดำเนินเข้าสู่แต่ละวัยอย่างเป็นปกติ  นับตั้งแต่วัยทารก  วัยเด็ก  วัยรุ่น  วัยกลางคน  วัยทอง  วัยชรา

อายุเท่าไหร่ถึงจะถูกเรียกว่าวัยทอง  (คงไม่มีใครอยากใช้คำนี้กับตัวเองหรอก)   เริ้มตั้งแต่ผู้หญิงอายุ  45-50 ปี  สามารถเกิดวัยทองได้  แต่โดยเฉลี่ยส่วนใหญ่ช่วงอายุ 48-49 ปี  จะเข้าสู่วัยทอง  สำหรับผู้ที่สูบบุหรี่จะเกิดวัยทองได้เร็วกว่าผู้ไม่สูบบุหรี่  และผู้ที่ตัดรังไข่ก็สามารถเกิดวัยทองได้ทันทีหลังตัดรังไข่

ศ.นพ.นิมิต  เตชไกรชนะ  ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา  คณะแพทย์ศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  กล่าวว่า  เมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา  ในขณะที่สตรีส่วนใหญ่ยังมีอายุยืนยาวไปไม่ถึงระยะเวลาที่จะเข้สู่วัยหมดระดู  สตรีในยุคนั้นจึงยังไม่ประสบปัญหาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงในวัยทองมากนัก  อย่างไรก็ตาม  อายุขัยของสตรีทั่วโลกมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  ดังเช่น  สตรีไทยที่มีอายุขัยเฉลี่ยในปัจจุบันมากกว่า  70 ปี  จึงมีแนวโน้มที่จะใช้ชีวิตและประสบปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงในวัยทาองมากขึ้น

ดังนั้นเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้ก่อนว่า  อาการของวัยทองเป็นอย่างไร  คนวัยทองสามารถเกิดโรคอะไรได้บ้าง  เพื่อที่จะได้รับมือ  ป้องกันได้ถูกต้อง  ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่วัยทอง  และเผชิญกับปัญหาเหล่านั้น

รู้ตัวล่วลหน้าก่อนเปลี่ยนวัย

อย่างที่บอกว่า  วัยทองของแต่ละคนนั้นจะมาเยือนในอายุที่ไม่เท่ากัน  จึงระบุแน่ชัดไม่ได้ว่า  อายุ 45  50  ถึงจะเป็นวัยทอง  แต่คุณสามารถรู้ตัวล่วงหน้าได้ง่ายๆ  ด้วยการสังเกตการมาของประจำเดือนจากที่เคยมาปกติ  สม่ำเสมอ  พอหลังจากอายุ 40 รังไข่เริ่มทำงานกระท่อนกระแท่น  ประจำเดือนจะมาขาดๆ  เกินๆ  บ้าง  และจะเห็นได้ชัดตอนอายุ 45 ปี  ประจำเดือนจะมาไม่ปกติ  มากบ้าง  น้อยบ้าง  2-3 เดือนมาครั้ง  หรือบางครั้ง 20 วันก็มาแล้ว  ซึ่งจะมีอาการแบบนี้แทบทุกคน

นอกจากนี้จะมีอาการร้อนวูบวาบ  ซึมเศร้า  ควบคุมอารมณ์ของตัวเองยากขึ้น  1-2 อาทิตย์ก่อนประจำเดือนมาจะหงุดหงิดมาก  อาการเช่นนี้จะเป็นอยู่เกือบปีก่อนที่จะเข้าสู่วัยทอง  แต่บางคนก็อาจจะไม่มีอาการเหล่านี้เลย

วัยทองกับภาวะอาการชวนหัวปั่น

เมื่อเข้าสู่วัยทองระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน (estrogen) และ โปรเจสเตอโรน (progesterone)  ลดลงทำให้เกิดอาการหลายอย่าง  บางคนเป็นมากบางคนเป็นน้อย  ซึ่งเป็นผลของเอสโตรเจนต่อร่างกาย  อาการอาจจะเป็นไม่กี่เดือนก็หาย  แต่โดยเฉลี่ยประมาณ  4 ปี  ที่คนวัยทองจะต้องเผชิญกับอาการต่างๆ  เหล่านี้

-   ร้อนตามตัว  จะมีร้อนโดยเฉพาะส่วนบนของร่างกาย  แก้ม  คอ  หลังจะแดง  หลังจากนั้นจะตามด้วยเหงื่อออกและหนาวสั่นในเวลากลางคืนอาการนี้จะเป็นนาน  1-5 นาที

-   ปัญหาเกี่ยวกับช่องคลอดและกระเพาะปัสสาวะ  เนื่องจากระดับเอสโตรเจนลดลงทำให้เยื่อบุช่องคลอดแห้งและบางลง  ทำให้มีอาการปวดขณะร่วมเพศ  และมีการติดเชื้อในช่องคลอดบ่อยขึ้น  นอกจากนั้นยังมีเรื่องกลั้นปัสสาวะไม่อยู่  ปัสสาวะเล็ดเวลาจามหรือไอ

-   มีปัญหาเรื่องการนอน  นอนหลับยาก  ตื่นเร็ว  อาจจะตื่นกลางคืนและเหงื่อออกมาก

-   มีอารมณ์ผันผวนโกรธง่าย  ตึงเครียดง่าย  อารมณ์อ่อนไหว  มีอาการซึมเศร้าโดยไม่ทราบสาเหตุ  เบื่อหน่ายไปทุกเรื่อง  โดยเฉพาะเรื่องเพศ

-   การเปลี่ยนแปลงทางรูปร่าง  เอวจะเริ่มหายไป  ไขมันที่เคยเกาะบริเวณขาจะเปลี่ยนไปเกาะบริเวณเอว  กล้ามเนื้อลดลงมีไขมันเพิ่ม  ผิวหนังเริ่มเหี่ยว

-   ปัญหาอื่น  เช่น  ปวดศีรษะ  ความจำลดลง  ปวดตามตัว

สาเหตุแห่งการเปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม  สำหรับคนไทยส่วนใหญ่แล้ว  การเข้าสู่วัยทองเป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ  แต่อาจมีบางคนที่มีอาการมาก  จนเกิดผลกระทบต่อชีวิตประจำวันและการงาน  บางคนมีการเสื่อมถอยที่รุนแรง  และรวดเร็วกว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน  โดยความแตกต่างของอาการ  และปัญหาที่เกิดขึ้นมาจาก  3 ปัจจัย  คือ  พื้นฐานสภาวะจิตใจและบุคลิกภาพดั้งเดิม  โดยผู้ที่มีสภาพพื้นฐานทางจิตใจ  และบุคลิกที่มั่นคง  ไม่หวั่นไหวง่าย  มักจะเข้าสู่วัยทองโดยราบรื่น  ต่อมาคือความรุนแรงและฉับพลันของการขาดฮอร์โมนเพศ  เช่น  ในรายที่ได้รับการตัดรังไข่ทั้งสองข้างตั้งแต่อายุยังน้อย  มักมีอากรที่รุนแรง  กว่าผู้ที่หมดระดูตามธรรมชาติ  หรือผู้ที่อยู่ในระยะที่กำลังมีการเปลี่ยนแปลงตามระดับฮอร์โมนอย่างมาก  ความเครียดและปัญหาที่รุมเร้า  เข้ามาในระยะเวลาดังกล่าว  เนื่องจากสตรีในวัยนี้มักเป็นระยะที่มีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบสูง  จึงมีความเครียดในระดับสูงหรืออาจเกิดจากปัญหาครอบครัว  ซึ่งมักต้องรับภาระหนักในวัยดังกล่าว

ขจัดปัญหากวนใจคุณนายวัยทอง

สำหรับแนวทางการดูแลรักษาสตรีวัยทองขึ้นอยู่กับอาการและปัญหาในแต่ละราย  โดยเฉพาะอาการทางด้านจิตใจและอารมณ์  มักมีปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการทำให้เกิดอาการมากหรือน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละคน

แนวทางการรักษาจากปัญหาข้างต้น  ประกอบด้วยการรักษาด้วยยา  หรือฮอร์โมนทดแทน  ในระยะแรก  เพื่อรักษาระดับฮอร์โมนในเลือดไม่ให้แกว่งไกวมากนัก  จะช่วยให้สภาพจิตใจและอารมณ์มั่นคงขึ้น  ทำให้ง่ายต่อการรักษาในขั้นต่อไป  ทว่าสตรีที่เข้าสู่วัยหมดระดู  ไม่ควรได้รับฮอร์โมนทดแทนโดยอัตโนมัติ  คงต้องพิจารณาเป็นรายๆ ไปว่า  มีข้อบ่งชี้  ข้อห้ามใช้  และข้อควรระวังอย่างไร  ทั้งนี้  ในบางรายที่มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอย่างฉับพลัน  ก็อาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยฮอร์โมนในระยะสั้น  เพื่อบรรเทาอาการ  และเมื่ออาการสงบมั่นคงแล้ว  จึงค่อยลด  ละ  เลิก  การใช้ยา  โดยในระหว่างนี้จะต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม  ที่จะทำให้อาการหรือปัญหาเป็นรุนแรงขึ้น

ภายหลังจากที่สามารถควบคุมอาการได้ในระดับหนึ่งจากการใช้ยาหรือฮอร์โมนทดแทนแล้ว  ก็ควรเริ่มจัดการกับความเครียดด้วยการออกกำลังกาย  โดยเฉพาะการฝึกปฏิบัติทางจิต  ได้แก่  การทำชีกง  โยคะ  หรือการฝึกปฏิบัติสมาธิวิปัสสานา  ซึ่งจะช่วยให้ปล่อยวาง  หรือทนทานต่อความเครียดได้ดีขึ้น  ทำให้เครียดยากขึ้นและเป็นสุขง่ายขึ้น

ศ.นพ.นิมิต  ได้กล่าวถึงการเข้าสู่ภาวะหมดระดู  ว่า  “การเข้าสู่ภาวะหมดระดูเป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ  สตรีบางรายอาจเกิดอาการเนื่องจากการขาดฮอร์โมนเพศและจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษา  การดูแลรักษาประกอบด้วยการรักษาในระยะต้น  เพื่อบรรเทาอาการโดยการใช้ยาหรือฮอร์โมนทดแทนซึ่งต้องพิจารณาถึงข้อบ่งชี้  ข้อห้ามหรือข้อควรระวังการรักษา  ในระยะกลางก็โดยฝึกปฏิบัติกายใจเพื่อจัดการกับความเครียดที่จะกระตุ้นให้เกิดอาการดังกล่าว  จากนั้นจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนพื้นฐานของสภาพจิตและมุมมองเพื่อการแก้ไขปัญหาในระยะยาว  ที่ยั่งยืนต่อไปโดยไม่ต้องอาศัยยา  ในรายที่มีปัญหาที่ไม่สามารถใช้ฮอร์โมนทดแทนได้  ก็มีทางเลือกอื่นที่เป็นการรักษา  ที่มิใช่ฮอร์โมนเพศซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง  จึงจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและเหมาะสมเป็นกรณีไป”

โรคคู่หูวัยทอง

คนที่มีอายุ  50  ก็เปรียบเสมือนคนที่เดินลงเขา  ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงตามสังขาร  แต่ก็มีวิธีที่จะทำยังไงไม่ให้ร่างกายโรยเร็ว และอีกการเปลี่ยนแปลงหนึ่งของคนวัย 50 ก็คือ  ฮอร์โมนลดลง  ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงให้เกิดโรคกระดูกพรุน  และหลอดเลือดหัวใจอุดตัน

โรคกระดูกพรุน

         เนื่องจากเพศหญิงจะมีการเกิดกระดูกจางมากและเร็วกว่าผู้ชาย  และผู้หญิงวัยทองขาดเอสโตรเจน  ซึ่งเป็นผลให้เกิดการละลายของกระดูกมากกว่าปกติ  แต่อย่างไรก็ตามหากวัยสาวสามารถสะสมมวลกระดูกไว้ได้มากก็จะทำให้กระดูกกร่อนช้า  ไม่เกิดโรคนี้  ซึ่งวัยที่สะสมมวลกระดูกไว้ได้มากและดีที่สุด  คือช่วง 30-35 ปี

โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน

         ตามจริงแล้วผู้ชายจะเป็นโรคนี้มากกว่า  เพราะผู้หญิงจะมีฮอร์โมนช่วยป้องกันไม่ให้ไขมันสูง  แต่พอผู้หญิงก้าวสู่วัยทอง  ฮอร์โมนนี้ลดลง  โอกาสที่จะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก  วิธีการป้องกันต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน  อายุมากขึ้นต้องทานให้น้อยลง  เน้นผัก  ผลไม้  และหมั่นออกกำลังกาย  เพราะส่วนใหญ่พออายุมากมักมีอันจะกิน  กินเกินจนมีไขมันเกิน  หลอดเลือดก็ตัน  ดังนั้นถ้าปฏิบัติถูก โอกาสที่จะเป็นโรคนี้ก็ไม่มาก

ดูแลสุขภาพให้เหมาะกับวัย

เมื่อเข้าสู่วัยนี้แล้ว  ก็ควรจะดูแลสุขภาพร่างกายให้เหมาะสมกับวัย  ไม่ใช่ปล่อยปละละเลย หรือประพฤติตัวเหมือนวัยสาว  เพราะร่างกายของคนเรานั้นต้องการอาหาร  การดูแล  ผักผ่อนที่แตกต่างกันไปตามแต่ละวัย

อาหาร  นอกจากการรับประทานอาหารครบ 5 หมู่แล้ว  สตรีวัยทองควรจะเน้นการรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง  เช่น  นม  โยเกิร์ต  พืชตระกูลถั่ว  เต้าหู้  งาดำ  ปลาเล็กปลาน้อยที่รับประทานพร้อมก้าง  ผักใบเขียว  เป็นต้น  แคลเซียมที่รับประทาน  จะเป็นตัวเสริมสร้างกระดูก  สตรีวัยทองควรจะได้รับแคลเซียมวันละ  1,500 มิลลิกรัม  เพื่อป้องกันภาวะกระดูกพรุน  นอกจากนี้ควรจะควบคุมระดับไขมันในเส้นเลือดโดยงดรับประทานอาหารที่มีคอเรสเตอรอลสูง  เช่น  หอยนางรม  ไข่แดง  เป็นต้น

เลิกบุหรี่และแอลกอฮอล์  หลีกเลี่ยงสุรา  หลีกเลี่ยงความเครียด  เมื่อเวลาเครียดให้หายใจเข้าออกยาวๆ  ช้าๆ  และใจเย็นๆ

ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ  เช่น  การเดิน  การวิ่งเหยาะๆ  เต้นรำ  ฝึกโยคะ  ชีกง  ฯลฯ

เมื่อเริ่มเกิดอาการร้อนให้ไปอยู่ที่เย็นๆ  ให้นอนในห้องที่เย็น  ให้ดื่มน้ำเย็นเมื่อเริ่มรู้สึกร้อนหลีกเลี่ยงอาหารเผ็ดร้อน

ตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอปีละ  1 ครั้ง  ตรวจเช็กความดันโลหิต  ตรวจเลือดหาระดับไขมัน

ตรวจภายในเช็กมะเร็งปากมดลูก  ตรวจหามะเร็งเต้านม  และตรวจหาความหนาแน่นของกระดูก

เตรียมพร้อมเข้าสู่วัยทองอย่างไร

เมื่อรู้เหตุและปัญหาของ  “วัยทอง” แล้ว  ก็ควรที่จะเตรียมร่างกาย  จิตใจ  และการเริ่มต้นไม่ใช่เพียงมาเริ่มเอาเมื่ออายุ  40 ปี  หรือเฉียดๆ  จะเป็นวัยทอง  แต่ควรจะมีการเตรียมตัวมาตั้งแต่เด็กๆ  แต่ถ้าจะคิดเริ่มเอาเมื่ออายุ 30  40  ก็ยังไม่สายเกินไปนัก  เพียงแค่หากเปรียบเทียบการเดินข้ามสะพานไม้แคบๆ  คนหนุ่มสาวมักจะเดินทรงตัวได้ดีกว่าคนที่อายุมากแล้วก็เท่านั้นเอง

การฝึกบุคลิกภาพ  ฝึกจิตใจ  เป็นเรื่องสำคัญมาก  เพราะหากเป็นคนที่มีจิตใจมั่นคง  จะช่วยลดปัญหาสภาพจิตใจแปรปรวนได้เป็นอย่างดี

รู้จักวิธีผ่อนคลาย  จัดการกับความเครียด  เพราะคนเรายิ่งมีอายุมากขึ้นยิ่งมีขยะอารมณ์เพิ่มเป็นเงาตามตัว  หากไม่รู้จักวิธีขจัดจะกลายเป็นสะสมเมื่อมันทะลักล้นก็จะควบคุมไม่ได้  คนเรารู้จักวิธีคิด  วิธีวิเคราะห์  แต่คนเราไม่รู้วิธีหยุดคิด  ดังนั้นต้องรู้จักการหยุดคิด  ด้วยการนั่งสมาธิ  ฝึกชีกง  โยคะ  ให้ลมหายใจกำหนดอยู่ที่จิตใจ

ต่อมาเรื่องสุขภาพร่างกาย  สิ่งแวดล้อม  ก็เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง  เปรียบเหมือนต้นไม้ที่เจริญเติบโตงอกงามด้วยปุ๋ย  ดิน  อากาศ  น้ำ  ดังนั้นเราก็ควรเตรียมความพร้อมด้านนี้ด้วย  เช่น  อาหาร  น้ำ  แสงแดด  อากาศ  ต้องได้รับสิ่งที่ดีมีประโยชน์“วัยทอง”  ก็เปรียบเหมือนหนังที่เป็นเรื่องราวต่อเนื่องในช่วงชีวิตของคนเรา  ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับแล้วว่า  วัยหมดประจำเดือนไม่ใช่วัยเริ่มต้นสู่วัยชรา  เพราะสตรีวัยนี้ยังคงทำงานได้อย่างกระฉับกระเฉง  ดังนั้นอย่าวิตกกับการที่ชีวิตกำลังเข้าสู่ภาวะ  “วัยทอง”

 

ช่องคลอด/อวัยวะเพศมีกลิ่นเกิดจากสาเหตุอะไร?

กลิ่นผิดปกติของช่องคลอดเกิดได้จากหลากหลายสาเหตุ ที่พบบ่อย ได้แก่

  • มีความผิดปกติของสมดุลของแบคทีเรียประจำถิ่นของช่องคลอด โดยในภาวะปกติทั่วไป ช่องคลอดจะมีแบคทีเรียชนิดไม่ก่อโรคมากมายหลายชนิด ซึ่งอยู่กันอย่างมีสมดุล (แบคทีเรียประจำถิ่น) ภายใต้ความเป็นกรดอ่อนๆของช่องคลอด โดยจะมีจำนวนแบคทีเรียในกลุ่มของแบคทีเรีย Lactobacilli เป็นตัวหลักในการควบคุมสมดุลนี้ แต่ถ้ามีภาวะผิดปกติที่ส่งผลให้ปริมาณ Lactobacilli ลดลง จะส่งผลให้แบคทีเรียชนิดอื่นๆเจริญเติบโตเพิ่มมากกว่าปกติ ซึ่งแบคทีเรียกลุ่มนี้มักสร้างกลิ่น ที่ก่อให้เกิดภาวะช่องคลอด/อวัยวะเพศมีกลิ่น และบ่อยครั้งจะเกิดร่วมกับการมีตกขาว ที่มีสีขาวเทาเล็กน้อย โดยการเกิดกลิ่นและตกขาวมักรุนแรงขึ้นหลังมีเพศ สัมพันธ์ ทั้งนี้ไม่จัดเป็นการติดเชื้อ เพราะไม่มีลักษณะของการอักเสบของช่องคลอด โดยเรียกภาวะขาดสมดุลของแบคทีเรียของช่องคลอดนี้ว่า “Bacterial Vaginosis”

ปัจจัยเสี่ยงต่อการที่ทำให้ปริมาณ/จำนวน แบคทีเรียกลุ่ม Lactobacilli ลดลงจนเกิด ภาวะ Bacterial vaginosis ได้แก่

  • การกินยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อ หรือกินติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เพราะยาจะไปฆ่าทำลาย แบค ทีเรีย Lactobacilli
  • การสวนล้างช่องคลอด เพราะจะทำให้ช่องคลอดมีภาวะเป็นด่าง จำนวนแบคทีเรีย ที่สร้างกลิ่นจึงสูงขึ้น ในขณะที่ แบคทีเรีย Lactobacilli มีจำนวนลดลง
  • การมีเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะกับคู่นอนหลายคน หรือเมื่อเปลี่ยนคู่นอนเป็นคนใหม่ (แพทย์ยังอธิบายเหตุผลไม่ได้ว่า ทำไม)
  • การตั้งครรภ์ เพราะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ซึ่งส่งผลถึงการเจริญเติบโตของแบคทีเรียบางชนิดในช่องคลอด
  • ภาวะ/วัยหมดประจำเดือน เนื่องจากการขาดฮอร์โมนเช่นกัน
    • จากการติดเชื้อ โดยเฉพาะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งก่อให้เกิดการอักเสบติดเชื้อของอวัยวะเพศและของช่องคลอดซึ่งมีการบาดเจ็บและการตายของเซลล์ จึงก่อให้เกิดกลิ่นได้ โดยเฉพาะ การติดเชื้อราในช่องคลอด หนองในเทียม การติดเชื้อทริโคโมแนส (พยาธิช่องคลอด) การติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน และการติดเชื้อในโพรงมดลูกจากการใส่ห่วงคุมกำเนิด
    • รักษาความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศไม่ดีพอ เช่น กางเกงใน หรือขนอวัยวะเพศ มีการหมักหมมของสารคัดหลั่ง และ/หรือของคราบประจำเดือน หรือกลิ่นช่วงมีประจำเดือนจากการไม่เปลี่ยนผ้าอนามัย และบางครั้งเมื่อใช้ผ้าอนามัยแบบสอด อาจลืมผ้าอนามัยไว้ในช่องคลอด
    • จากการกินอาหารบางประเภทที่ให้กลิ่นปนมาในปัสสาวะ และปัสสาวะติดกางเกงใน หรือทำให้อุจจาระมีกลิ่นรุนแรงจึงติดมาถึงบริเวณอวัยวะเพศ เช่น อาหารทะเลบางชนิด หัวหอม /ต้นหอม เครื่องเทศบางชนิด เป็นต้น
    • ภาวะอับชื้นจากเหงื่อออกมากทั่วตัว หรือออกบริเวณอวัยวะเพศ เช่น โรคอ้วน ใส่เสื้อผ้า กางเกงในรัดรูปมาก หรือเป็นวัสดุที่ระบายความร้อนได้ไม่ดี
    • จากโรคมะเร็งของอวัยวะเพศ เช่น โรคมะเร็งปากมดลูก โรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก หรือโรคมะเร็งอวัยวะเพศหญิง
    • ที่พบได้บ้างประปราย คือ มีการอักเสบเรื้อรังของทวารหนัก จนก่อให้ทวารหนักทะลุเข้าช่องคลอด/Rectovaginal fistula (ช่องคลอดอยู่ติดกับด้านหน้าของทวารหนัก) อุจจาระจึงออกมาทางช่องคลอดก่อให้เกิดกลิ่นได้

ใครมีปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดช่องคลอด/อวัยวะเพศมีกลิ่น?

ผู้มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดช่องคลอด/อวัยวะเพศมีกลิ่น คือ

  • ชอบสวนล้างช่องคลอด
  • ติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • ไม่รักษาความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศ หรือรักษาความสะอาดผิดวิธี โดยการทำ ลายสมดุลของแบคทีเรียประจำถิ่นของช่องคลอด เช่น การสวนล้างช่องคลอด การล้างอวัยวะเพศด้วยสบู่ที่รุนแรง
  • กินยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อ
  • อ้วน
  • คนท้อง/การตั้งครรภ์
  • ชอบสวมเสื้อผ้ารัดรูป
  • โรคมะเร็งระบบอวัยวะสืบพันธุ์สตรี เช่น มะเร็งปากมดลูก เป็นต้น

ช่องคลอด/อวัยวะเพศมีกลิ่น มีอาการอื่นร่วมด้วยไหม?

ช่องคลอด/อวัยวะเพศมีกลิ่น มักเกิดร่วมกับอาการอื่นๆ คือ

  • ตกขาวผิดปกติ เช่น ปริมาณมาก สีเหลือง ขาวขุ่น หรือเป็นแผ่นเหมือนฝ้านม หรือเป็นมูก หรือ เป็นเลือด
  • อาการคัน อวัยวะเพศ ปากช่องคลอด และ/หรือ คันทวารหนัก
  • ผื่นคันบริเวณอวัยวะเพศ
  • อาจแสบ ร้อน เจ็บ อวัยวะเพศ
  • เจ็บเมื่อมีเพศสัมพันธ์
  • ปวด/เจ็บ แสบเมื่อปัสสาวะ ปัสสาวะขุ่น และ/หรือปัสสาวะเป็นเลือด

แพทย์วินิจฉัยหาสาเหตุช่องคลอด/อวัยวะเพศมีกลิ่นอย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยหาสาเหตุของช่องคลอด/อวัยวะเพศมีกลิ่นได้จาก ประวัติอาการ ประวัติเพศสัมพันธ์ วิธีดูแลอวัยวะเพศ/ช่องคลอดของผู้ป่วย ประวัติการเจ็บป่วยทั้งในอดีตและปัจจุบัน ประวัติการใช้ยาปฏิชีวนะ ประวัติประจำเดือน และ วิธีการคุมกำเนิดต่างๆ การตรวจร่างกาย การตรวจภายใน อาจมีการตรวจเชื้อ และ/หรือเพาะเชื้อจากสารคัดหลั่ง และอาจมีการตัดชิ้นเนื้อเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา ทั้งนี้ขึ้นกับความผิดปกติที่แพทย์ตรวจพบและดุลพินิจของแพทย์

รักษาช่องคลอด/อวัยวะเพศมีกลิ่นอย่างไร?

การรักษาภาวะช่องคลอด/อวัยวะเพศมีกลิ่น คือ การรักษาสาเหตุและการรักษาประคับ ประคองตามอาการ

  • การรักษาตามสาเหตุ ซึ่งจะแตกต่างกันตามสาเหตุ เช่น เลิกการสวนล้างช่องคลอด ร่วม กับกินยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ก่อกลิ่น (ยา Metronidazole) เมื่อโรคเกิดจากการขาดสมดุลของแบคทีเรียประจำถิ่นในช่องคลอด การรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เมื่ออาการมีสาเหตุจากการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ เป็นต้น
  • การรักษาประคับประคองตามอาการ เช่น ยาแก้คันเมื่อมีอาการคัน และการปรับพฤติ กรรมต่างๆ เช่น เลิกการสวนล้างช่องคลอด รักษาความสะอาดกางเกงใน เปลี่ยนกางเกงในบ่อย ๆ เปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยๆ ทำความสะอาดอวัยวะเพศด้วยน้ำพออุ่นเป็นหลักร่วมกับใช้สบู่ที่อ่อน โยนมากๆ เช่น สบู่เด็กอ่อนที่ไม่ใส่น้ำหอม เป็นต้น

ช่องคลอด/อวัยวะเพศมีกลิ่นรักษาหายไหม?

โดยทั่วไป เมื่อสามารถรักษา ควบคุม สาเหตุของการเกิดกลิ่นได้ กลิ่นก็จะหายไป แต่ก็จะย้อนกลับมาเกิดได้อึก ถ้ากลับมามีโรคที่เป็นสาเหตุอีก เช่น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือเมื่อควบคุมรักษาโรคไม่ได้ เช่น ในโรคมะเร็ง เป็นต้น

ดูแลตนเองอย่างไร? ควรพบแพทย์เมื่อไร?

การดูแลตนเองที่สำคัญ คือ เมื่อช่องคลอด/อวัยวะเพศมีกลิ่น โดยเฉพาะเมื่อร่วมกับการมีอาการอื่นๆดังกล่าวแล้วในหัวข้อ อาการร่วมอื่นๆ ควรพบแพทย์/สูตินรีแพทย์เสมอ เพื่อหาสา เหตุเพื่อการรักษาที่เหมาะสม

เมื่อทราบสาเหตุของการเกิดกลิ่นแล้ว การดูแลตนเอง และการพบแพทย์ คือ

  • ปฏิบัติตาม แพทย์ พยาบาล แนะนำ
  • งด/เลิกสวนล้างช่องคลอด ยกเว้นเป็นการแนะนำจากแพทย์
  • รักษาความสะอาดอวัยวะเพศด้วยน้ำพออุ่น ร่วมกับสบู่ที่อ่อนโยน (ใช้สบู่แต่ภาย นอก เพราะภายในช่องคลอด ร่างกายมีกลไกทำความสะอาดได้เอง) ตลอดไป
  • รักษาความสะอาดกางเกงใน สวมใส่กางเกงในที่ทำจากผ้าที่ระบายอากาศได้ดี (ผ้าฝ้าย 100%) และไม่รัดตึงมาก
  • เมื่อมีประจำเดือน ควรเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยๆ
  • รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) ลดโอกาสการติดเชื้อ โดยเฉพาะจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • ไม่กินยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อ ควรเป็นการแนะนำจากแพทย์ พยาบาล หรือ เภสัชกร เท่านั้น
  • แพทย์บางท่านแนะนำการกินนมเปรี้ยว และ/หรือโยเกิร์ตที่มีแบคทีเรีย ชนิดที่มีแบคทีเรีย Lactobacilli เป็นการเสริมอาหาร
  • พบแพทย์ตามนัดเสมอ
  • พบแพทย์ก่อนนัดเมื่อ อาการต่างๆเลวลง หรือมีอาการผิดไปจากเดิม หรือเมื่อกังวลในอาการ

ป้องกันช่องคลอด/อวัยวะเพศมีกลิ่นอย่างไร?

การป้องกันช่องคลอด/อวัยวะเพศมีกลิ่น จะเช่นเดียวกับที่ได้กล่าวแล้วในหัวข้อ การดูแลตนเอง ซึ่งที่สำคัญ คือ

  • รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ)
  • งด/เลิกไม่สวนล้างช่องคลอด ยกเว้นเป็นการแนะนำจากแพทย์
  • รักษาความสะอาดอวัยวะเพศดังได้กล่าวแล้วในหัวข้อ การดูแลตนเอง

 

ปกติในช่องคลอดจะมีสารหล่อลื่นหลั่งตามธรรมชาติจากปากมดลูก ลักษณะเป็นมูกใสๆ หนืด เหนียว ซึ่งผลิตมาจากต่อมมูกที่ปากช่องคลอดหรือที่เรียกว่า ต่อมบาร์โธลิน ในช่วงตกไข่กึ่งกลางรอบเดือน ธรรมชาติได้สร้างให้มูกในช่องคลอดใส หนืด ยืดยาวมากขึ้น เพื่อเพิ่มความหล่อลื่นภายในช่องคลอด เมื่อมีเพศสัมพันธ์ จะช่วยให้เชื้ออสุจิวิ่งผ่านเข้าปากมดลูก ไปผสมกับไข่ได้ง่ายขึ้น และที่สำคัญลดการเสียดสี ที่จะทำให้เจ็บ และอาจมีการถลอกหรือฉีกขาด ของอวัยวะเพศทั้งสองฝ่าย แต่ในช่วงก่อนและหลังจากการตกไข่ มูกนี้จะน้อยลงจนรู้สึกแฉะเล็กน้อยเท่านั้น

อย่างไรก็ตามสำหรับช่องคลอดที่แห้งผาก ไม่มีมูกเปียกๆ บ่งบอกให้รู้ว่าฮอร์โมนแห่งความสาว (รู้จักกันในนามของ Estrogen) ที่จะทำให้มีลูกได้นั้นมีน้อยมาก อาการนี้แสดงว่าผู้หญิงคนนั้นยังไม่เป็นสาว ไม่มีประจำเดือนหรือไม่ก็อยู่ในวัยหมดประจำเดือนไปแล้ว แต่หากเกิดภาวะช่องคลอดแห้งในวัยเจริญพันธุ์   แสดงว่าสุขภาพของช่องคลอดไม่ค่อยดีนัก

อาการช่องคลอดแห้งเป็นอย่างไร

หากจะเปรียบเทียบก็คล้ายๆ กับอาการผิวแห้ง ที่ไม่ได้ทาครีมตอนหน้าหนาว เมื่อช่องคลอดแห้งก็จะรู้สึกระคายเคือง คัน และแสบ แต่มักจะไม่มีตกขาวออกมาจากช่องคลอด เหมือนกับอาการแสบคัน จากการอักเสบติดเชื้อจากเชื้อรา พยาธิหรือแบคทีเรีย ในกรณีที่ช่องคลอดแห้งมากๆ อาจมีเลือดออก มีแผลติดเชื้อในช่องคลอดตามมา เนื่องจากเวลามีเพศสัมพันธ์ ช่องคลอดไม่มีการหล่อลื่น เกิดความฝืดและเสียดสีของการสอดใส่อวัยวะเพศ ทำให้รู้สึกเจ็บช่องคลอด อาจถลอกหรือฉีกขาดได้ง่าย การติดเชื้อก็จะเกิดตามมาได้ง่ายกว่าปกติ โดยเฉพาะเชื้อ HIV ที่ทำให้เป็นโรคเอดส์นั่นเอง

ช่องคลอดแห้งเฉพาะกิจเป็นอย่างไร

การเกิดช่องคลอดแห้งเฉพาะกิจ สามารถเกิดเป็นครั้งคราว เกิดจากน้ำหล่อลื่นในช่องคลอดมีไม่พอเพียง ที่ชายหญิงจะร่วมรักได้โดยไม่ฝืดและเจ็บ หากคุณผู้ชายสังเกตว่า บริเวณปากช่องคลอดยังไม่มีน้ำหล่อลื่นมากพอ ก็อย่าเพิ่งฝืนสอดใส่ นั่นเป็นสิ่งที่ธรรมชาติจะบอกคุณว่าเธอยังไม่พร้อม การโลมเล้าให้ผู้หญิงมีความพร้อมทางอารมณ์มากขึ้น ตามธรรมชาติ ร่างกายจะกระตุ้นให้มี น้ำหล่อลื่นออกมามากพอ จึงค่อยร่วมรัก วิธีนี้จะให้ผลดีแก่ทั้งสองฝ่าย

สาเหตุของอาการช่องคลอดแห้ง : ช่องคลอดที่แห้งอาจเกิดได้จากสาเหตุมากมาย โดยมีสาเหตุหลักๆ ดังนี้

ระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลง ฮอร์โมนเอสโตรเจน ทำให้เซลล์ผนังช่องคลอดมีความแข็งแรงสมบูรณ์ ยืดหยุ่น ชุ่มชื้นและคงความเป็นกรดอ่อนๆ   ไว้ได้ ช่วยป้องกันการติดเชื้อ เมื่อระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง ก็จะทำให้เซลล์ผนังช่องคลอดบาง ขาดการยืดหยุ่นและเปราะบาง ภาวะที่ทำให้เอสโตรเจนลดระดับลงมีหลายอย่างแต่สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือ การเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน การได้รับเคมีบำบัด หรือฉายรังสีที่บริเวณช่องเชิงกรานเพื่อการรักษามะเร็ง ก็จะมีผลทำให้ที่รังไข่ลดการทำงานลง หรือการตัดรังไข่ออกไปทั้ง  2  ข้างก่อนวัยหมดประจำเดือน ก็ทำให้ขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนโดยทันที หากมีความบกพร่องในระบบภูมิคุ้มกัน เอสโตรเจนก็มักจะลดลง รวมถึงภาวะหลังคลอดและให้นมลูก ร่างกายยังไม่มีการตกไข่ตามธรรมชาติ และสุดท้ายการสูบบุหรี่ ซึ่งทำให้สุขภาพร่างกายไม่ดีในทุกระบบ

ยาบางชนิด ก็เป็นสาเหตุให้ช่องคลอดแห้ง เช่น ยาที่รักษาเรื่องของมะเร็ง อย่าง Tamoxifen ยาในเรื่องภูมิแพ้อย่าง Antihistamines ยารักษาโรคทางจิตเวชอย่าง Antidepressant และยาที่รักษาโรคความดันโลหิตสูงบางตัว

โรค Sjogren’s Syndrome เป็นโรคที่ระบบภูมิคุ้มกันของตัวเองต่อต้านตัวเอง จะทำให้เนื้อเยื่อต่างๆ เสื่อมลงและเสียไป คนเหล่านี้มักมีอาการที่ตาแห้ง ปากแห้ง และช่องคลอดก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่แห้งด้วยเช่นกัน

การสวนล้างในช่องคลอด ไม่ว่าจะด้วยน้ำยาใดๆ และแม้แต่กรณีใดๆ ก็ไม่ควรทำ เพราะจะทำให้ช่องคลอดเสียความเป็นกรดและแห้ง

การติดเชี้อในช่องคลอด เช่น เชื้อราหรือแบคทีเรีย แม้ว่าจะมีตกขาวออกมาแต่จริงๆ แล้วเซลล์เยื่อบุช่องคลอดมักจะแห้งและอักเสบ

วิธีการดูแลตนเองเมื่อช่องคลอดแห้ง อาจทำได้โดย

ใช้สารหล่อลื่น ที่มีน้ำเป็นสารทำละลายพื้นฐาน ( water–base lubricants) เช่น K-Y jelly ใส่ในช่องคลอดสามารถอยู่ได้นานหลายชั่วโมง ดังนั้นก่อนการร่วมรักกัน ใช้สารหล่อลื่นทาที่ปากช่องคลอดหรืออวัยวะเพศชาย จะช่วยลดการเสียดสีที่อาจจะทำให้เจ็บได้ และสารหล่อลื่นนี้ไม่ทำลายประสิทธิภาพของถุงยางอนามัย

สารเพิ่มความชุ่มชื้น (Moisturizers : polycarbophil-based vaginal moisturizer) เป็นสารเพิ่มความชุ่มชื้นสำหรับช่องคลอด ทำให้ช่องคลอดชุ่มชื้นขึ้นได้นานมากกว่า 1 วันต่อการใช้เพียงครั้งเดียว

หลีกเลี่ยงการสวนล้างช่องคลอด ไม่ว่าจะด้วยโลชั่นทาตัวหรือทามือ สบู่ น้ำยาฆ่าเชื้อ น้ำส้ม vinegar โยเกิร์ต หรือสาร Feminine Hygiene ใดๆ เพราะช่องคลอดจะมีการดูแล ทำความสะอาดตัวเองตามธรรมชาติอยู่แล้ว ดังนั้น การทำความสะอาดแต่ภายนอกก็เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องสวนล้างช่องคลอดไม่ว่าจะด้วยอะไรก็ตาม เพราะจะทำให้ความเป็นกรดสูญเสียไป ทำให้แห้งและระคายเคือง และอาจทำให้เชื้อแบคทีเรียปกติที่มีอยู่ตายไป ซึ่งก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่อาจทำให้เกิดเชื้อราขึ้นได้ สำหรับบางคนที่สวนล้างช่องคลอด หลังการร่วมรัก ด้วยความเชื่อที่ว่าป้องกันการตั้งครรภ์ หรือการติดเชื้อนั้นไม่ได้ผล เพราะเมื่ออสุจิเข้าไปในช่องคลอดก็จะเดินหน้าเต็มตัว วิ่งผ่านปากมดลูกเข้าไปหาไข่ โดยไม่รอรีให้คุณมาล้างออกเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ เช่นเดียวกับเชื้อโรค เมื่อเข้าสู่ร่างกาย ก็จะเริ่มขบวนการตั้งรกรากใหม่ ดังนั้นการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ จะช่วยป้องกันได้ทั้งการตั้งครรภ์และการติดเชื้อ

เพิ่มสารอาหารจากธรรมชาติ ได้แก่ สาร Isoflavones ซึ่งเป็นสารเอสโตรเจนจากพืช ที่สามารถพบมากในถั่วเหลือง หรือผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองทั้งหลาย ดั่งที่นิยมสุดก็คือ น้ำเต้าหู้ หรือ Black Cohosh เป็นพืชที่เชื่อว่า ช่วยลดอาการที่เกิดขึ้นในวัยหมดประจำเดือน รวมทั้งความแห้งของช่องคลอดด้วย อย่างไรก็ตาม เอสโตรเจนที่ได้จากพืช จะมีศักยภาพอ่อนกว่าเอสโตรเจนในร่างกาย

หากดูแลตนเองด้วยวิธีเหล่านี้แล้วยังไม่ดีขึ้น ก็ควรไปปรึกษาสูตินรีแพทย์ โดยอาจใช้เอสโตรเจนรักษา ซึ่งเป็นการรักษาที่ตรงจุดมากที่สุด แต่จำเป็นต้องดูแลเรื่องความเสี่ยงและอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้เป็นเวลานาน เอสโตรเจนมีมากมายหลายแบบ ทั้งใช้ใส่ในช่องคลอด ทาหรือแปะที่ผิวหนัง รวมถึงแบบรับประทานก็มีหลากหลาย การพิจารณาเลือกใช้ฮอร์โมนว่า ควรใช้แบบใดและนานเท่าไหร่ จึงจะเหมาะสมกับอาการ ควรเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ไม่ควรซื้อฮอร์โมนมาใช้เอง

สำหรับผู้หญิงที่มีปัญหา แต่ไม่กล้าที่จะพบแพทย์ เพราะกลัวการตรวจภายในหรือเขินอาย ซึ่งควรมองข้ามจุดนี้ไปเสีย เพราะจุดประสงค์ของการตรวจ ก็เพื่อค้นหาสาเหตุความผิดปกติที่ถูกต้อง สามารถวางแนวทางการรักษาที่ดีและประเมินผล ในเรื่องความแห้งของช่องคลอด แพทย์จะดูว่าเซลล์ผนังช่องคลอดแห้งมากแค่ไหน มีการอักเสบติดเชื้อ มีเลือดออกหรือรอยแผลถลอกหรือไม่ ฯลฯ ส่วนการตรวจเลือดจะจำเป็นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับประวัติและการตรวจร่างกายว่าใช้เพื่อช่วยค้นหาสาเหตุ สนับสนุนการวินิจฉัย หรือเพื่อวางแผนและติดตามผลการรักษาเป็นกรณีไป

คุณรู้หรือไม่ ? 

หลายประเทศในแอฟริกา การทำให้ช่องคลอดแห้งผาก เป็นหนึ่งในกรรมวิธีทางเพศสัมพันธ์ ที่สืบสานต่อเนื่องกันมานานจนถึงปัจจุบัน เช่นที่ซิมบับเว (Zimbabwe) รสนิยมทางเพศที่ทำให้ผู้ชายรู้สึกว่า ผู้หญิงคนนั้นยังเป็นพรหมจารีอยู่คือ ช่องคลอดที่แห้งผาก ดังนั้นพวกผู้หญิงจะได้รับการสอนให้ใช้ กิ่งและใบของสมุนไพรที่ชื่อ Mugugudhu Tree นำมาบดผสมกับทรายสีและน้ำ แล้วบรรจุใส่ถุงไนล่อนเพื่อสอดใส่ในช่องคลอด 10-15 นาที ซึ่งจะทำให้ผนังในช่องคลอดบวม ร้อนและแห้ง สำหรับผู้ชาย ช่องคลอดที่บวมคับสร้างความรู้สึกว่า หญิงสาวยังบริสุทธิ์และความร้อนในช่องคลอด กระตุ้นความรู้สึกราคะมากขึ้น แต่สำหรับผู้หญิง…ความพยายามให้ผู้ชายชอบนั้น กลับเป็นสิ่งที่เจ็บปวด มักมีการถลอกหรือฉีกขาดที่ช่องคลอด แม้แต่อวัยวะเพศชายก็ตาม อาจมีแผลถลอกได้เช่นกัน และที่ซ้ำร้ายคือ โอกาสที่จะมีการติดเชื้อโรคจากเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เชื้อ HIV นั้นพุ่งสูงขึ้นได้จากสาเหตุนี้เอง

 

อาการไร้อารมณ์ของผู้หญิง

ปัจจุบันนี้มีผู้หญิงมีความผิดปกติทางเพศมากขึ้นไม่ว่าจะเกี่ยวกับอารมณ์ทางเพศที่น้อยลง น้ำหล่อลื่นน้อย ช่องคลอดแห้ง ไม่สามารถถึงจุดสุดยอด ไม่มีความต้องการทางเพศแม้จะได้รับการกระตุ้นที่ดีพอแล้วก็ตาม ปัญหาเหล่านี้สามารถส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับคู่รัก โดยไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการทางเพศของฝ่ายชายได้ ทำให้ชีวิตคู่ไม่ราบรื่น สัมพันธภาพลดลง เกิดความเหินห่าง เกิดช่องว่างในครอบครัวก่อให้เกิดปัญหาการหย่าร้างตามมา แต่ผู้หญิงบางรายอาจยังไม่ทราบว่าอาการต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้นนั้นถือเป็นความผิดปกติทางเพศประเภทหนึ่ง บางรายก็โทษแต่สามีว่าไม่มีน้ำยา ไม่มีความสามารถ ไม่เก่ง อ่อนแอไปหมด จริง ๆ แล้วสาเหตุอาจเกิดจากฝ่ายหญิงเอง ซึ่งในอดีตได้ให้คำจำกัดความในความผิดปกติในการตื่นตัวทางเพศของผู้หญิงโดยมุ่งเน้นเพียงด้านสรีรวิทยา เช่น การหล่อลื่นของอวัยวะเพศ การหดตัว ขยายตัว และการรับความรู้สึกของอวัยวะเพศ ปัจจุบันการแพทย์ให้คำจำกัดความของภาวะผิดปกติในการตื่นตัวทางเพศของผู้หญิงที่ลดลง (Female Sexual Arousal Disorder : FSAD) โดยได้รวมถึงภาวะซึมเศร้าและปัญหาทางความสัมพันธ์ด้วย

โดยได้แบ่งความผิดปกติในการตื่นตัวทางเพศของผู้หญิงเป็น 3 กลุ่มย่อย ได้แก่ 1. ภาวะความผิดปกติในการตื่นตัวทางเพศจากปัญหาที่อวัยวะเพศ ซึ่งกลุ่มนี้จะมีการกระตุ้นที่อวัยวะเพศบกพร่องหรือไม่มีเลย แต่การกระตุ้นที่เกิดจากจิตใจยังเกิดขึ้นได้ 2. ภาวะความผิดปกติในการตื่นตัวทางเพศจากปัญหาทางจิตใจ กลุ่มนี้การกระตุ้นทางร่างกายยังมีอยู่ แต่ความรู้สึกตื่นตัวทางเพศจากการกระตุ้นทางเพศใด ๆ อาจจะลดลงหรือไม่มีเลย ซึ่งความรู้สึกอาจเป็นอารมณ์ตื่นเต้น หรือความสุขทางเพศก็ได้ 3. ภาวะความผิดปกติในการตื่่นตัวทางเพศจากปัญหาร่างกายและจิตใจ กลุ่มนี้การรู้สึกตื่นตัวทางเพศทั้งจากร่างกายและจิตใจจะลดลงหรือไม่มีเลย

จากการศึกษาส่วนใหญ่ได้แสดงให้เห็นว่าอัตราการเกิดความผิดปกติในการตื่นตัวทางเพศของผู้หญิง จะเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น และเมื่อนับเฉพาะที่เกิดจากความซึมเศร้าพบว่าอัตราการเกิดจะลดลงเหลือเพียง 3.3% ในผู้หญิงอายุ 18 ถึง 44 ปี และ 7.5% ในผู้หญิงอายุ 45 ถึง 64 ปี พบว่าผู้หญิงจะพบปัญหาความผิดปกติการตื่นตัวทางเพศมากขึ้นเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ระยะเวลาที่ประสบกับปัญหาความผิดปกติในการตื่นตัวทางเพศแตกต่างกันไป ในรายงานหนึ่งพบว่าผู้หญิงจำนวน 10% ประสบปัญหาเป็นเวลา 1 เดือน มีจำนวน 60% ประสบปัญหาระหว่าง 1 ถึง 6 เดือน และอีก 30% ประสบปัญหามากกว่า 6 เดือน นอกจากนี้แล้วอัตราการพบความผิดปกติในการตื่นตัวทางเพศยังพบว่าได้รับอิทธิพลจากปัจจัยด้านขนบธรรมเนียมประเพณีด้วย ปัจจุบันมีวิธีการรักษาความผิดปกติในการตื่นตัวทางเพศของผู้หญิงไม่ว่าจะเป็นการใช้ยา และไม่ใช้ยา

ซึ่งการแก้ไขปัญหานี้ผู้หญิงที่ประสบปัญหาควรเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์ทั้งชายและหญิงคู่กันโดยมีข้อคิดอีกข้อที่ขอฝากผู้ชายที่อ่อนแอแบบรู้ตัวและไม่รู้ตัวว่าครึ่งหนึ่งของหญิงไร้อารมณ์มาจากชายอ่อนแอที่ไม่รู้ตัวและแบบรู้ตัวแต่ไม่ยอมรับความจริงเลยไม่ยอมรับว่าตัวเองอ่อนแอจึงไม่ยอมไปรับการฟื้นฟูจากแพทย์เพียงเพราะอายหมอเท่านั้น  ………ดร.อุ๋มอึ๋ม

 

ช็อกโกแลตซีสต์ โรคที่สาว ๆ ทุกคนมีสิทธิ์เป็น

ช็อกโกแลตซีสต์

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

ได้ยินชื่อมานานแล้ว “ช็อกโกแลตซีสต์” ฟังเผิน ๆ ก็เป็นชื่อโรคที่ดูไม่น่าจะมีพิษสงอะไร แต่ถ้าใครเป็นแล้วล่ะก็ คงรู้จักความร้ายกาจของมันเป็นอย่างดี เพราะแม้จะไม่ใช่โรคที่ทำอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่ก็สร้างความทรมานให้สาว ๆ ที่เป็นโรคนี้ไม่น้อย ชักอยากรู้แล้วสิว่า “ช็อกโกแลตซีสต์” เกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วเราอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือเปล่า มาอ่านกันเลย

 ช็อกโกแลตซีสต์ เกิดได้อย่างไร

ช็อกโกแลตซีสต์ (Chocolate Cyst) หรือ ถุงน้ำช็อกโกแลต ในทางการแพทย์เรียกว่า “เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่” (Endometriosis) เกิดจากเลือดประจำเดือนที่ปกติต้องไหลออกมาทางช่องคลอด แต่กลับไหลย้อนกลับเข้าไปในช่องท้องผ่านท่อรังไข่ และนำเซลล์ของเยื่อบุโพรงมดลูกเข้าไปด้วย เมื่อเซลล์นี้ไปฝังตัวอยู่ที่อวัยวะไหนก็จะเกิดถุงน้ำขึ้นที่อวัยวะนั้น เช่น อุ้งเชิงกราน ท่อรังไข่ ลำไส้ ช่องคลอด มดลูก ฯลฯ

บริเวณที่พบช็อกโกแล็ตซีสต์ได้บ่อยคือรังไข่ เนื่องจากบริเวณรังไข่เป็นบริเวณที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง จึงเหมาะแก่การเจริญเติบโต แต่ถ้าเยื่อบุโพรงมดลูกแทรกเข้าไปในกล้ามเนื้อมดลูกจะไม่กลายเป็นซีสต์ ทว่าจะกลายเป็นพังผืดหรือก้อนในกล้ามเนื้อมดลูกแทน เพราะกล้ามเนื้อมดลูกค่อนข้างแข็ง และเราเรียกภาวะนี้ว่า ”Adenomyosis” ซึ่งผลที่ตามมาคือภาวะปวดท้องประจำเดือนอย่างรุนแรง ประจำเดือนมามาก และมีบุตรยาก

ทั้งนี้ เมื่อเวลาที่ผู้หญิงมีประจำเดือน เยื่อบุโพรงมดลูกจะลอกตัวออกมา ถุงน้ำที่ฝังตัวอยู่ก็จะมีเลือดออกด้วย แต่เมื่อเลือดประจำเดือนออกหมดแล้วในเดือนนั้น ร่างกายก็จะดูดน้ำจากถุงกลับมา ทำให้เลือดในถุงเข้มข้นขึ้น หากเลือดค้างอยู่ในถุงน้ำนาน ๆ จะกลายเป็นสีน้ำตาล มีลักษณะเหมือนช็อกโกแลต จึงเรียกว่า ”ถุงน้ำช็อกโกแลต” หรือ ”ช็อกโกแลตซีสต์” นั่นเอง

นั่นหมายความว่า แต่ละเดือนที่ผ่านไป ถุงน้ำก็จะยิ่งมีเลือดออกเพิ่มขึ้น และขยายใหญ่ขึ้น แต่จะใหญ่เร็วมากน้อยแค่ไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของคนคนนั้นว่า จะดูดน้ำกลับได้เร็วเท่าไหร่ ถ้าร่างกายดูดน้ำกลับได้เร็ว ถุงน้ำนั้นก็จะโตขึ้นแบบช้า ๆ

 ส่องอาการของโรคช็อกโกแลตซีสต์

คนที่เป็นโรคช็อกโกแลตซีสต์จะมีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรังเมื่อมีประจำเดือน และจะปวดมากขึ้นทุก ๆ เดือน โดยจะปวดด้านหน้า ตั้งแต่สะดือไปถึงอุ้งเชิงกราน ส่วนด้านหลังตั้งแต่บั้นเอวไปถึงก้นกบ อาจปวดจนเป็นลม มีอาการลำไส้แปรปรวน ท้องอืด ท้องเสีย ปวดมากเวลาขับถ่าย ปวดเสียดในท้อง ปวดหลัง ปวดร้าวลงขา ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะบ่อย รวมทั้งมีอาการเจ็บปวดเมื่อมีเพศสัมพันธ์

นอกจากนี้ ผู้ที่เป็นช็อกโกแลตซีสต์จะมีบุตรยาก เพราะท่อนำไข่ตีบตัน สาเหตุมาจากมีพังผืดรั้งอยู่ ทำให้ท่อนำไข่ไม่สามารถทำงานได้ หากปรารถนาจะมีบุตรต้องรักษาช็อกโกแลตซีสต์ให้หายเสียก่อน

ช็อกโกแลตซีส

 ใครเสี่ยงโรคช็อกโกแลตซีสต์บ้าง

ผู้ที่สามารถเป็นช็อกโกแลตซีสต์ได้ คือ ผู้หญิงที่อยู่ในวัยมีประจำเดือน ส่วนผู้หญิงที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือนไปแล้ว พบได้ไม่เกิน 5% แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีคนอีกหลายกลุ่มที่มีความเสี่ยงเป็นโรคช็อกโกแลตซีสต์มากกว่าคนกลุ่มอื่น คือ

 ผู้ที่มีประจำเดือนมาตั้งแต่อายุน้อย

 ผู้ที่มีประจำเดือนรอบสั้น คือ มีมากกว่าเดือนละ 2 ครั้ง

 ผู้ที่ประจำเดือนออกมามาก หรือนานกว่า 7 วัน

 ผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคนี้ โดยเฉพาะทางมารดา พี่สาว น้องสาว หากเคยเป็นโรคนี้ จะมีเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป 3-10 เท่า

 ผู้ที่มีความผิดปกติของทางออกประจำเดือน เช่น ผู้ป่วยที่มีปัญหาเยื่อพรหมจารีเปิด

 จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นช็อกโกแลตซีสต์หรือไม่

หลายคนไม่สามารถแยกแยะออกว่า การปวดท้องนั้นเป็นการปวดท้องประจำเดือนปกติ หรือปวดเพราะเป็นช็อกโกแลตซีสต์ แต่เราสามารถแยกได้โดยโรคนี้มักพบมากในผู้หญิงที่มีอายุ 30-40 ปีขึ้นไป หรือวัยก่อนหมดประจำเดือน หากปกติไม่เคยปวดท้องประจำเดือนมาก่อน แต่พออายุ 30 ปีขึ้นไปแล้วกลับมีอาการปวดท้องมากขึ้นเรื่อย ๆ และปวดมากขึ้นทุกเดือน ถึงขนาดต้องหยุดเรียน หยุดงาน ให้สงสัยว่า คุณอาจเป็นช็อกโกแลตซีสต์ ควรจะไปพบแพทย์เพื่อตรวจดูให้แน่ใจ

อย่างไรก็ตาม บางคนอาจไม่มีอาการปวดเลย ยกเว้นเมื่อขนาดของซีสต์โตมาก ๆ แล้วไปกดอวัยวะข้างเคียง หรือแตกออกมา ซึ่งซีสต์มีโอกาสกลายเป็นมะเร็งได้ราว ๆ 0.3-0.7%

 วิธีการตรวจหาช็อกโกแลตซีสต์

เมื่อไปพบแพทย์ แพทย์จะทำการตรวจภายใน เพื่อคลำหาก้อน หรืออาจจะตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง หรือการทำอัลตราซาวด์ เพื่อหาถุงน้ำในรังไข่ แต่บางครั้งก้อนมีขนาดเล็กมา มองไม่เห็น จึงต้องใช้วิธีส่องกล้องเข้าไปในช่องท้อง โดยเปิดแผลเล็ก ๆ บริเวณใต้สะดือแล้วสอดกล้องขนาดประมาณ 5 มิลลิเมตร-1 เซนติเมตรลงไป เพื่อตรวจวินิจฉัยว่ามีก้อนงอกบริเวณมดลูก ปีกมดลูก รังไข่ ลำไส้ หรือไม่ ซึ่งวิธีนี้เป็นการตรวจที่แน่นอนที่สุด

ช็อกโกแลตซีส

 มีวิธีไหนรักษาโรคช็อกโกแลตซีสต์ได้บ้างนะ

หากใครพบว่าตัวเองเป็นช็อกโกแลตซีสต์ก็อย่าเพิ่งตกอกตกใจไป เพราะโรคนี้ไม่ได้ร้ายแรงจนเกินเยียวยา มีหลายวิธีในการรักษาโรคนี้ ได้แก่

 1.การใช้ยา หากถุงน้ำที่พบเป็นถุงน้ำขนาดเล็ก แพทย์จะให้ยารักษา โดยอาจจะให้ทานยา หรือฉีดยาเพื่อลดขนาดซีสต์ ซึ่งยาที่ใช้ก็มีทั้งกลุ่มที่มีฮอร์โมน และไม่มีฮอร์โมน อย่างไรก็ตาม ผลข้างเคียงของการใช้ยาก็คือ อาจทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น

 2.การผ่าตัด ในกรณีที่ใช้ยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือถุงน้ำใหญ่มากจนเกิดอาการปวดรุนแรง หรือไปกดอวัยวะข้างเคียง ส่งผลไปถึงส่วนอื่น ๆ แพทย์จะพิจารณาใช้วิธีผ่าตัดเพื่อรักษาต่อไป โดยการผ่าตัดอาจตัดเฉพาะตำแหน่งของโรค หรือสลายพังผืดออก ด้วยวิธีการผ่าตัดส่องกล้องผ่านทางหน้าท้อง

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เคยเป็นช็อกโกแลตซีสต์ และผ่าตัดออกไปแล้ว ยังมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ กรณีที่ผ่าตัดเอาแต่พยาธิสภาพออก แต่ยังเก็บตัวมดลูกและรังไข่ไว้

 จริงหรือไม่? การตั้งครรภ์ช่วยรักษาช็อกโกแลตซีสต์ได้

หลายคนคงเคยได้ยินมาว่า การตั้งครรภ์ และมีบุตรสามารถช่วยรักษาโรคช็อกโกแลตซีสต์ได้ แล้วสงสัยว่า เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า ขอยืนยันเลยค่ะว่า การตั้งครรภ์ และมีบุตรสามารถรักษาโรคช็อกโกแลตซีสต์ได้จริง เพราะช่วงเวลาตั้งครรภ์ 9 เดือน จนถึงหลังคลอดอีก 3-6 เดือน จะเป็นช่วงเวลาที่ผู้หญิงไม่มีประจำเดือน ซึ่งจะทำให้ถุงน้ำที่มีอยู่ฝ่อตัวไปได้นั่นเอง

 เราจะป้องกันโรคช็อกโกแลตซีสต์ได้หรือไม่

จริง ๆ แล้ว ในทางการแพทย์ยังไม่แน่ใจว่า สาเหตุใดถึงทำให้เลือดประจำเดือนไหลย้อนกลับ จึงยังไม่มีวิธีป้องกันโรคนี้ได้อย่างแน่นอน แต่ก็ยังมีปัจจัยหลายอย่างที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคนี้ อย่างเช่น

 การตั้งครรภ์

 การออกกำลังกายเป็นประจำ เพราะจะไปช่วยลดฮอร์โมนเอสโตรเจน

 หลีกเลี่ยงการตรวจภายใน หรือมีเพศสัมพันธ์ขณะมีประจำเดือน เพื่อป้องกันเลือดประจำเดือนไหลย้อนกลับ

นอกจากนี้ ผู้หญิงที่อยู่ในกลุ่มที่มีอัตราเสี่ยงสูง เช่น ครอบครัวมีประวัติเป็นโรคนี้ แพทย์อาจพิจารณาให้กินยาคุมกำเนิดตั้งแต่วัยเริ่มมีประจำเดือน และหยุดยาเมื่อมีบุตร เพื่อป้องกันโรคดังกล่าว และอาจแนะนำให้แต่งงาน เพื่อให้ตั้งครรภ์เร็ว ๆ

ฟังดูแล้ว “ช็อกโกแลตซีสต์” ก็ไม่ใช่โรคที่น่ากลัวมาก หากคุณสาว ๆ หมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกายตัวเอง แล้วรีบไปพบสูตินรีแพทย์ เพื่อตรวจอาการตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่โรคจะลุกลามกว่าเดิม ก็น่าจะเป็นวิธีการป้องกันที่ดีที่สุดค่ะ

 

เรื่องหย่อนๆ ยานๆ ของผู้หญิง

มดลูกหย่อน

เรื่องความเสื่อมของอวัยวะที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติคือสิ่งที่ทุกคนไม่อาจเลี่ยงได้ แต่เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ แต่สำหรับผู้หญิงแล้วเรื่องการหย่อนยานของอวัยวะอุ้งเชิงกรานกลับเป็นปัญหาที่หลายคนไม่ยอมรับ และพยายามละเลยที่จะให้ความสำคัญ แต่คงจะดีกว่าถ้าเราเข้าใจและเรียนรู้ในการปฏิบัติตัว พร้อมทั้งมองหาทางเลือกในการดูแลรักษาที่เหมาะกับตนเองจากผู้เชี่ยวชาญ

ผศ.นพ.พิชัย ลีระศิริ สูตินรีแพทย์เชี่ยวชาญด้านรักษาโรคปัสสาวะผิดปกติและอวัยวะอุ้งเชิงกรานในสตรี ศูนย์สุขภาพหญิง โรงพยาบาลพญาไท 3 เปิดโลกปัญหาความหย่อนยานของอวัยวะอุ้งเชิงกรานให้คุณผู้หญิงได้เข้าใจว่า กระบังลมหย่อนหรือมดลูกหย่อนหรือช่องคลอดหย่อน หรืออวัยวะอุ้งเชิงกรานหย่อน คือความหมายเดียวกันทั้งหมด เป็นเรื่องของอวัยวะภายในสตรี ได้แก่ มดลูก ช่องคลอด ผนังช่องคลอดที่เกิดการหย่อนยานมากกว่าปกติ อันเนื่องมาจากสาเหตุเนื้อเยื่อที่ยึดรั้งอวัยวะเหล่านั้นเกิดความเสื่อมยืดยานออกตามกาลเวลา จึงส่งผลให้อวัยวะภายในสตรีไม่อยู่ในตำแหน่งเดิมเคลื่อนต่ำลงมาจากจุดเดิม

ปัจจัยเสี่ยงของอวัยวะอุ้งเชิงกรานหย่อน

  • อายุ ผู้มีอายุมากขึ้นมีโอกาสเกิดภาวะนี้มากขึ้น
  • การตั้งครรภ์ โดยเฉพาะผู้ที่มีบุตรหลายคนและคลอดบุตรทางช่องคลอด ซึ่งจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามจำนวนบุตรที่มากขึ้นตามไปด้วย
  • กิจกรรมที่เพิ่มความดันในช่องท้อง เช่น ผู้ที่น้ำหนักมากจะมีความดันในช่องท้องมาก ภาวะไอเรื้อรัง การยกของหนักเป็นประจำ สาเหตุเหล่านี้อาจทำให้ความดันในช่องท้องเพิ่มขึ้น
  • ปัจจัยด้านพันธุกรรม ผู้ที่มีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็น จะมีความเสี่ยงมากขึ้น

อุบัติการณ์การเกิดโรคมดลูกหย่อนยานในประเทศไทยนั้นมีสูง แต่การมาพบแพทย์เพื่อตรวจรักษากลับมีสัดส่วนที่ค่อนข้างน้อย เพราะคนส่วนใหญ่รู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่สำหรับในทางการแพทย์แล้วมดลูกหย่อนคือโรคที่ต้องดูแลรักษา

อาการของโรคเป็นเช่นไร

สำหรับอาการของโรคอวัยวะอุ้งเชิงกรานหย่อนยานสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่ม คือ

  1. กลุ่มอาการที่เกิดจากสาเหตุมดลูกหย่อนโดยตรง ทำให้เกิดความรำคาญ เนื่องจากความระคายเคือง เพราะมีก้อนเนื้อโผล่มาที่บริเวณปากช่องคลอด มีการยื่นออกมาเมื่อทำกิจกรรมเช่น การเดิน ยืน และอาจเกิดการเสียดสี ทำให้มีอาการตกขาวเลือดออก หรือในบางครั้งต้องดันก้อนเข้าไปด้านในจึงสามารถปัสสาวะได้
  2. กลุ่มอาการที่เกี่ยวข้องกับระบบปัสสาวะ อาทิ กลุ่มที่มีภาวะไอ จาม ปัสสาวะเล็ด, มีอาการปวดปัสสาวะและกลั้นไม่ได้, มีอาการปัสสาวะลำบากหรือกลุ่มที่มีปัสสาวะคงค้าง
  3. กลุ่มอาการที่เกี่ยวกับการขับถ่ายอุจจาระ เช่น ท้องผูก กลั้นอุจจาระไม่ได้
  4. กลุ่มที่มีอาการจากปัญหาทางเพศสัมพันธ์เช่น เกิดความรู้สึกกังวลเรื่องของความหย่อนยาน หรือเกี่ยวเนื่องกับอายุที่มากขึ้นจึงอาจมีอาการเจ็บเมื่อมีเพศสัมพันธ์

แนวทางการรักษาโรคแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

  • การรักษาโดยใช้พฤติกรรมบำบัด ซึ่งมีจุดประสงค์หลักเพื่อรักษาความเสี่ยงต่างๆ ที่สามารถทำได้ เช่น การรักษาภาวะไอ จามเรื้อรัง ท้องผูก เป็นต้น และเพื่อลดพฤติกรรมเสี่ยง
  • การฝึกขมิบช่องคลอด คือการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความกระชับของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานและช่องคลอดเพื่อช่วยในด้านการป้องกันไม่ให้
    เป็นมากขึ้น  และอาจจะทุเลาจากอาการปัสสาวะเล็ดที่พบร่วมด้วยกับมดลูกหย่อนได้
  • การรักษาทางการแพทย์ สามารถทำได้ 2 ส่วนหลักๆ คือ
    • การใส่อุปกรณ์ช่วยพยุงอวัยวะอุ้งเชิงกราน (Pessary) เป็นการรักษาภาวะอวัยวะอุ้งเชิงกรานหย่อน ด้วยวิธีการพยุงช่องคลอดไม่ให้หย่อนโดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัด เป็นทางเลือกหนึ่งที่สะดวก แต่ต้องทำความสะอาดอย่างถูกวิธีเป็นประจำ
    • การผ่าตัดเพื่อซ่อมแซมมดลูกหย่อน ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจเบื้องต้นก่อนว่า อวัยวะที่เกิดการหย่อนนั้นมี 2 ส่วน คือส่วนของมดลูกและส่วนของผนังช่องคลอด ซึ่งในกรณีเกิดการหย่อนยานจากมดลูก สามารถรักษาด้วยวิธีผ่าตัดมดลูกออกทางช่องคลอด ส่วนกรณีที่เกิดการหย่อนในส่วนของผนังช่องคลอดจะสามารถรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเย็บซ่อมแซมผนัง
      ช่องคลอดให้ตึงกระชับขึ้นหรือที่เรียกว่าการทำรีแพร์(repair) ทั้งผนังช่องคลอดด้านหน้าและหรือด้านหลังแต่มีข้อเสียคืออาจกลับเป็นซ้ำได้ โดยเฉพาะส่วนของผนังช่องคลอดด้านหน้า ปัจจุบันจึงได้มีการพัฒนาการผ่าตัดไปอีกขั้นด้วยการผ่าตัดทดแทนการผ่าตัดแบบดั้งเดิม การผ่าตัดรีแพร์หรือซ่อมแซมกระบังลมโดยใช้เส้นใยสังเคราะห์ เพื่อเสริมความแข็งแรงของเนื้อเยื่อ เพื่อป้องกันการเป็นซ้ำ

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของคุณหมอคงทำให้คุณผู้หญิงคลายกังวลไปได้มาก เพราะคุณสามารถเลือกการรักษาที่เหมาะสมกับตนเองร่วมกับแพทย์ผู้รักษาได้ แค่เพียงตัดสินใจไปพบแพทย์เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณ

ยาสตรีแพนเค้ก
ยาสตรีแพนเค้ก

ยาสตรีแพนเค้ก

แก้ปัญหาเหล่านี้ด้วย ยาสตรีแพนเค้กตราโหรทศพรโอสถ โทร. 084-7136664
ซื้อ ยาสตรีแพนเค้ก  1 กล่องมี 10 แคปซูล ราคา 400 บาท ลดเหลือ 220 บาท

             6 กล่องมี 60 แคปซูล ราคา 2,400 บาท ลดเหลือ 2000 บาท  ลดอีกเหลือ 1200 บาท

มีบริการส่งด่วนเขตกรุงเทพและปทุม ต่างจังหวัดส่ง EMS

วิธีการสั่งซื้อยาสตรีตราโหรทศพรโอสถ
วิธีการสั่งซื้อยาสตรีตราโหรทศพรโอสถ